ททท.สำนักงานแพร่ เชิญสัมผัสเส้นทางท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนาตะวันออก โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวสัมผัสอารยธรรมล้านนาตะวันออก (อุตรดิตถ์ - แพร่ - น่าน) แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ดินแดนในภาคเหนือ ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและยังคงรักษาวัฒนธรรมได้อย่างเหนียวแน่น สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ด้าน โบราณสถาน สถาปัตยกรรม อาคารบ้านเรือน งานศิลปะ วิถีชีวิตที่หลากหลาย ความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านมาหลายยุคสมัยที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงจากกระแสความเจริญจากภายนอกอย่างมากมาย จนถึงปัจจุบัน ทั้ง 3 จังหวัด ยังคงรักษาวัฒนธรรมได้อย่างลงตัวและน่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งวัฒนธรรมและธรรมชาติได้หล่อหลอมความเป็น เมืองแห่งอารยธรรม ล้านนาตะวันออก อย่างแท้จริง เป็นเสน่ห์ให้ผู้คนหลงใหลเดินทางมาท่องเที่ยว สัมผัสวัฒนธรรม และธรรมชาติ ทำให้เมืองแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ กลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ในภาคเหนือในปัจจุบัน จากกระแสความนิยมในการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยที่สนใจในความเป็นอดีตของเมืองต่างๆ นอกเหนือจากความเพลิดเพลินจากการท่องเที่ยวแล้ว ความรู้ ความสุขทางใจ ความประทับใจ ที่ได้รับจะสร้างคุณค่าและเป็นส่วนสำคัญที่จะเติมเต็มการทอ่งเที่ยวของคุณค่าของการเดินทางท่องเที่ยวได้มากขึ้น ดังนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ซึ่งรับผิดชอบในการส่งเสริมการทอ่งเที่ยวของจังหวัด แพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ จึงร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ได้สร้างสรรค์แนวทางการท่องเที่ยวในรูปแบบที่สร้างสรรค์ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกเดินทางด้วยศักยภาพของโบราณสถาน วัดวาอาราม สถานที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่มีอยู่มากมายหลายแห่งในจังหวัดแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ โดยได้รับความเมตตาจากเจ้าอาวาสวัด 9 แห่ง ประกอบด้วย วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง วัดพระแท่นศิลาอาสน์ (อุตรดิตถ์) วัดศรีดอนคำ วัดสระบ่อแก้ว วัดพระธาตุช่อแฮพระฮารามหลวง (แพร่) วัดมิ่งเมือง วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดพระธาตุแช่แห้งพระอารามหลวง (น่าน) ซึ่งแต่ละวัดมีเอกลักษณ์ ความน่าสนใจที่แตกต่างกัน และนับเป็นสิริมงคลแก่ผู้เดินทางมาสักการะ ยิ่งหากได้สักการะทั้ง ๙ วัด ก็จะถือเป็นอานิสงค์ในการเดินทางมาท่องเที่ยวดินแดนแห่งล้านนาตะวันออก และเลข ๙ ถือเป็นเลขที่เป็นมงคล ชาวไทยนับเป็นว่าเป็นเลขแห่งความก้าวหน้า เพื่อให้การเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดอุตรดิตถ์ แพร่ น่าน ตามเส้นทาง สอง สาม สี่ บารมี ๙ มงคล ล้านนาตะวันออก มีความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวมีความรู้เกี่ยวกับ วัดต่างๆ โดยเฉพาะการเตรียมคำกล่าวบูชา ททท.สำนักงานแพร่ ได้จัดทำคู่มือเส้นทางท่องเที่ยว ซึ่งรวบรวมข้อมูลประวัติความเป็นมา ความสำคัญ สิ่งที่น่าสนใจ คำกล่าวบูชา และพิกัด GPS ให้นักท่องเที่ยวได้เตรียมพร้อมก่อนการเดินทาง โดยด้านหลังคู่มือจะมีในคราวเดียวกันหรือหลายครั้งก็ตาม ททท.สำนักงานแพร่ ได้จัดของที่ระลึกอันเป็นมงคล ประกอบด้วยชุดวัตถุมงคลพระเครื่องประจำแต่ละวัดทั้ง ๙ วัด มอบให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อความเป็นสิริมงคลกับท่านและครอบครัวตลอดไป
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ (พื้นที่รับผิดชอบ แพร่, น่าน , อุตรดิตถ์) 34/130-131 ถนนเหมืองหิต ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ 54000 โทรศัพท์ 0 5452 1118, 0 5452 1127 โทรสาร 0 5452 1119 เว็บไซต์ www.easternlanna.org Email : tatphrae@tat.or.th และ www.tourismthailand.org/phrae TAT Tourist Hotline 1672
วัดศรีดอนคำ หรือ วัดพระธาตุศรีดอนคำ ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่ ความเป็นมา วัดศรีดอนคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดห้วยอ้อ เป็นพระธาตุเก่าแก่ขนาดใหญ่ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1078 คราวพระนางจามเทวีเสด็จจากเมืองละโว้ไปเมืองหริภุญชัย พระธาตุแห่งนี้ได้รับการบูรณะหลายครั้ง ปัจจุบันมีฐานเป็นปูน ส่วนบนประดับด้วยแผ่นโลหะสีทอง พระเจ้าพร้าโต้ เป็นพระพุทธรูปไม้ศิลปะล้านนา ขนาดหน้าตัก 74 ซม. ฐานกว้าง 34 ซม. สูง 8.84 ซม. สร้างโดยการใช้มีดพร้า หรือ มีดโต้ ซึ่งสร้างเสร็จภายใน 1 วัน ก่อนพระอาทิตย์ตกดินและนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระเจ้าทันใจ พระเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมัยพระนางามเทวีเสด็จจากเมืองละโว้ไปเมืองหริภุญชัย งานไหว้สานนมัสการพระธาตุศรีดอนคำ จะจัดในช่วงเดือนพฤศจิกายน (ปี 2554 การจัดงานตรงกับวันที่ 8 10 พฤศจิกายน 2554) อานิสงส์การบูชา การกราบไหว้พระเจ้าพร้าโต้หรือพระเจ้าทันใจ จะทำให้เกิดบารมีด้านการประสบความสำเร็จที่พึงปรารถนาในเวลาอันรวดเร็ว
วัดพระธาตุช่อแฮ ถนนช่อแฮ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 9 กม. ความเป็นมา เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองจังหวัดแพร่และมีพระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีขาล องค์พระธาตุสูง 33 เมตร ฐานเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสองกว้างด้านละสิบเอ็ดเมตร องค์พระธาตุบุด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทองเป็นศิลปะแบบเชียงแสน ภายในบรรจุพระเกศธาตุ พระศอกซ้าย จากพระราชพงศวดารว่าด้วยกรุงสุโขทัย หอสมุดแห่งชาติกล่าวถึงวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงว่า สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1879 1881 ในสมัยที่พระมหาธรรมราชา (ลิไท) ยังทรงเป็นพระมหาอุปราชซึ่งครองเองศรีสัชนาลัย(สวรรคโลก)อยู่ในครั้งนั้น พระองค์ได้เสด็จแก่ประชาชนและทรงโปรดให้สร้างสถานที่ทางศาสนาตามที่ปรากฏในพุทธประวัติในที่ต่างๆ และเลือกยอดดอยโกสิยธชัคคะ เพื่อนเป็นที่สร้างพระเจดีย์พระธาตุช่อแฮ องค์พระธาตุช่อแฮ หนึ่งในพระธาตุประจำปีนักษัตร ปีขาล ทรงแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองบุด้วยทองดอกบวบสูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 11 เมตร ศิลปะแบบเชียงแสน พระเจ้าทันใจ เป็นพระที่สร้างขึ้นและเสร็จภายในวันเดียว จึงมีชื่อเรียกตามประสาชาวบ้านว่า พระเจ้าทันใจ งานประเพณีไหว้สาพระธาตุช่อแฮเมืองแพร่แห่ตุงหลวง จะจัดขึ้นในวันขึ้น 9 ค่ำถึง 15 ค่ำเดือน 4 (ประมาณเดือนมีนาคม) มีขบวนแห่เครื่องสักการะแบบวัฒนธรรมไทยล้านนาที่สวยงามตระการตา จากหลายหน่วยงาน (ปี 255 การจัดงานตรงกับวันที่ 13-19 มีนาคม 2554) อานิสงส์การบูชา การกราบไหว้พระธาตุช่อแฮ จะทำให้เกิดบารมีด้านความเจริญรุ่งเรือง ความร่ำราย และความสุข
วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ถนนสุริยพงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน (ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน) ความเป็นมา เดิมเรียก วัดหลวง หรือ วัดหลวงกลางเวียง สร้างขึ้นในสมัยเจ้าปู่แข็ง พ.ศ. ๑๙๓๙ เป็นวัดหลวงในเขตนครน่าน สำหรับเจ้าผู้ครองนครใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญทางพุทธศาสนาและพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาตามศิลาจารึกหลักที่ ๗๔ ซึ่งถูกค้นพบภายในวัดกล่าวว่า พญาพลเทพฤ ชัย เจ้าเมืองน่านได้ปฏิสังขรณ์บูรณะวิหารวัดหลวงเมื่อ พ.ศ.๒๐๙๑ ลักษณะสถาปัตยกรรมของวัดพระธาตุช้างค้ำนี้สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของศิลปะสุโขทัย อาทิ เจดีย์ทรงลังกา (ทรงระฆัง) รอบฐานองค์เจดีย์ก่ออิฐถือปูนและปั้นเป็นรูปช้างครึ่งตัว ด้านละ ๕ เชือกและที่มุมอีก ๔ เชือกดูคล้ายจะเอาหลังหนุน หรือ ค้ำองค์เจดีย์ไว้ ลักษณะคล้ายวัดช้างล้อม และภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดยืนปางประทานอภัย อายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ตรงกับสมัยสุโขทัยตอนปลาย มีพระประธานเป็นปูนปั้นขนาดใหญ่ศิลปะเชียงแสน ฝีมือสกุลช่างน่าน ที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่งของเมืองน่าน เจดีย์ทรงลังกา สถาปัตยกรรมของวัดพระธาตุช้างค้ำนี้ สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของศิลปะสุโขทัย อาทิ เจดีย์ทรงลังกา (ทรงระฆัง) รอบฐานองค์พระเจดีย์ก่ออิฐถือปูนและปั้นเป็นรูปช้างครึ่งตัว ด้านละ ๕ เชือกมุมทั้งสี่อีก ๔ เชือก ดูคล้ายจะเอาหลังหนุน หรือ ค้ำ องค์เจดีย์ พระพุทธรูป องค์ใหญ่และมีความสวยงามเป็นที่สักการะของชางน่านและพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป งานสรงน้ำพระธาตุ (กำหนดจัดขึ้นในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔) งานตานสลากภัตร (กำหนดจัดขึ้นในวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๔) อานิสงส์การบูชา จะเกิดบารมีด้านชะตาชีวิต การมีความเป็นอยู่ที่ดี และมั่งคง
วัดภูมินทร์ ถนนสุริยพงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ตรงข้ามศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เทศบาลเมืองน่านและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดน่าน ความเป็นมา เป็นวัดหลวงตั้งอยู่ในเขตพระนครดังปรากฏชื่อตำบลในเวียงปัจจุบัน ตามพงศาวดารเมืองน่าน พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์เจ้าผู้ครองนครน่านได้สร้างวัดภูมินทร์ขึ้นหลังจากที่ครองนครน่านได้ ๖ ปี เมื่อพ.ศ.๒๑๓๙ มีปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือว่าเดิมชื่อ วัดพรหมมินทร์ แต่ตอนหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็นวัดภูมินทร์ สามร้อยปีต่อมาวัดภูมินทร์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๐ (ปลายสมัยรัชกาลที่ ๔) ใช้เวลาซ่อมนานถึง ๗ ปีจิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวงก็เขียนขึ้นในช่วงนี้ ลักษณะอุโบสถ เป็นอาคารจัตุรมุข มีประตูทั้ง ๔ ทิศมีพญานาค ๒ ตัว โผล่ส่วนหัวออกมาจากฝาผนังอุโบสถเลื้อยเป็นราวบันไดแบบสะดุ้งชูหัวอย่างสง่า ด้านทิศเหนือ ลำตัวลอดอุโบสถ ส่วนหางโผล่ออกจากฝาผนัง ทิศใต้เลื้อยเป็นราวบันไดลงขนาดหางไว้ทางทิศใต้ ตรงกลางในอุโบสถมีพระประธานปูนปั้นแบบสุโขทัย ๔ องค์ มีชื่อเรียกว่า พระพุทธมหาพรหมอุดมศักยมุนี เป็นปริศนาธรรมคือ พรหมวิหารสี่ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พระประธาน แบบสุโขทัยทั้ง ๔ องค์ มีชื่อเรียกว่า พระพุทธมหาพรหมอุดมศักยมุนี เป็นปริศนาธรรมคือ พรหมวิหารสี่ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พระพุทธรูป ๔ องค์ หันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ชนกัน หันพระพักต์ออกไปทั้ง ๔ ทิศ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่สวยงามและคงสภาพเดิมมากที่สุด ภาพจิตรกรรมหรือ ฮูบแต้ม ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุธศาสนาแต่ถ้าพิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้นมีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพเช่น ภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วง ของชาวไทลื้อ ภาพปูม่าน ย่าม่าน ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่สวยงามเยี่ยมของวัดภูมินทร์ มีการใช้สีแดง ฟ้าดำ น้ำตาลเข้มเป็นปื้นใหญ่ๆ คล้ายภาพสมัยใหม่ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน งานเทศกาลดำหัวปีใหม่ จะกำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือน เมษายน ๒๕๕๔ ของทุกปี อานิสงส์การบูชา จะเกิดบารมีด้านความเมตตา พลอยยินดี
วัดมิ่งเมือง วัดมิ่งเมืองสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างมาพร้อมกับการสร้างย้ายเมืองน่านจากภูเพียงแช่แห้ง มาตั้งเมืองน่านใหม่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน คือ ที่ตั้งในปัจจุบัน แต่กลายเป็นวัดร้างต่อมาในปี 2400 พระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ผู้ครองนครน่านเกิดศรัทธากับการสถาปนาวัดใหม่ขึ้นในพื้นที่วัดร้างเดิม และได้เสด็จถวายสักการะบวงสรวงเสาหลักเมืองใกล้กับวัดร้างดังกล่าว วัดมิ่งเมือง องค์พระประธาน เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ลงรักปิดทองทั้งองค์ เป็นศิลปะเชียงแสน มีอายุถึง 400 กว่าปี ซึ่งมีนามว่า หลวงพ่อพระศรีมิ่งเมือง ที่มีพุทธลักษณะที่งดงามตามพุทธศิลป์แบบเชียงแสน โดยเฉพาะที่ยอดพระเกตุโมฬีเป็นรูปดอกบัวตูม แกะสลักจากหินแก้วเจีย หรือแก้วโป่งขาม ซึ่งเป็นหินที่เกิดขึ้นในดินแดนล้านนาเท่านั้น เจดีย์ เป็นปูชนียสถานเก่าแก่ ที่มีคู่มากับวัด เป็นศิลปะแบบล้านนา เดิมก่อนการบูรณะเป็นรูปทรงพม่า วิหารเป็นวิหารไทใหญ่ประยุกต์ผสมผสานกับรูปแบบของวิหารล้านนา ภายในตกแต่งด้วยลวดลายแกะสลัก ลงรักปิดทอง ประกอบกับการกรุฝ้าเพดานแบบ ไตรภูมิและบาลีรูปหงส์เป็นจำนวน 34 ตัว บ่อน้ำชาวบ้านทั่วไปเรียกบ่อน้ำนี้ว่า บ่อน้ำช้างมูบ งานบวงสรวงหลักเมือง กำหนดการจัดงานประจำปีวันที่ 15 เมษายน 2554 ณ วัดมิ่งเมือง อานิสงส์การบูชา จะเกิดบารมีด้านการเป็นปราชญ์ มีความรู้ มีชัยชนะ ปลอดภัยจากอุปสรรคต่างๆ
วัดพระธาตุแช่แห้ง ตามพงศาวดารเมืองน่านเล่าว่า พระมหาธาตุเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 1896 ในสมัยพญาการเมือง เจ้าผู้ครองเมืองวรนคร (อ.ปัว ในปัจจุบัน) ได้เสด็จไปร่วมพระราชกุศลกับพระมหาธรรมราชาลิไท ในการสร้างวัดหลวงอภัยขึ้นที่เมืองสุโขทัย เมื่อทรงสร้างเสร็จ พระเจ้ากรุงสุโขทัยได้ถวายพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์ ลักษณะเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีวรรณสุกใสดั่งแก้ว 2 พระองค์ มีวรรณดั่งมุก 3 พระองค์ และมีลักษณะเท่าเมล็ดงาวรรณดั่งทองคำ 2 พระองค์ พระพิมพ์เงิน พิมพ์คำ (ทองคำ) อีกอย่างละ 20 องค์ ให้แก่พญาการเมือง พญาท้าวมีความปิติเป็นอย่างมาก จึงได้อัญเชิญพระมหาชินธาตุเจ้า พระพิมพ์เงิน พิมพ์คำ มายังดอยภูเพียงแช่แห้งประจุลงในเต้าปูนทองสำริด แล้วพอกด้วยสะตาย (ปูนขาวผสมยางไม้) กลเหมือนก้อนศิลา ขุดหลุมลึก 1 วา แล้วอาราธนาพระมหาชินธาตุเจ้าประดิษฐานในหลุมนั้น ก่อเจดีย์สูง 1 วา ทับไว้อีกชั้นหนึ่ง การต่อมาหลังจากพญาการเมืองเสวยราชสมบัติที่เมืองวรนครได้อีก 6 ปี จึงได้ย้ายเมืองจาก วรนคร มาสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง และได้ปกครองอยู่ตราบสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พญาผากองโอรสของพญาการเมือง ทรงขึ้นครองราชย์แทนและได้ย้ายเมืองจากดอยภูเพียงแช่แห้ง ข้ามฝั่งแม่น้ำมาตั้งเมืองใหม่ขึ้นจวบจนถึงปัจจุบันนี้ อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล สมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์ซ้ายและเศษสรีรังคารธาตุ มาประดิษฐานไว้บนดอยภูเพียง เพื่อให้มนุษย์และเทวดาได้สักการบูชาตราบเท่า 5,000 พระวัสสา นอกจากนี้พระธาตุแช่แห้งมีความสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นพระธาตุประจำปีนักษัตรปีเถาะหรือปีกระต่าย ซึ่งผู้คนที่เกิดปีเถาะหรือผู้ที่นับถือจะมานมัสการพระธาตุแช่แห้งเพื่อความเป็นสิริมงคล พระธาตุแช่แห้ง องค์พระธาตุส่องประกายสีทองสุกปลั่ง สามารถมองเห็นได้แต่ไกล เนื่องจากสูงถึง 2 เส้น ทรงระฆัง สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย งานประเพณี หกเป็งไหว้สาพระมหาธาตุแช่แห้ง จัดขึ้นในวันขึ้น 9 15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ ตรงกับเดือน 4 ภาคกลาง มีการถวายครัวตาน ปฏิบัติธรรมสวดเจริญพระพุทธมนต์ และจุดบ้องไฟดอก บ้องไฟขึ้นถวายเป็นพระพุทธบูชา อานิสงส์การบูชา จะเกิดบารมีได้รับการอุดหนุนค้ำชู การมีชื่อเสียง ลาภยศ สรรเสริญ ความมั่นคง
วัดพระธาตุแช่งแห้ง จังหวัดน่าน
Hotline 0-936468915, 0-823656241 ใบอนุญาตเลขที่ 11/05028