|
|
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดระนอง |
ประวัติศาสตร์เมืองระนอง |
| |
|
|
|
จังหวัดระนอง เป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศพม่าและเป็นจังหวัดแรกของภาคใต้ที่อยู่ฝั่งทะเลอันดามันอยู่ห่างจากกรุงเทพฯโดยทางหลวงหมายเลข
4 (ถนนเพชรเกษม ระยะทาง 568 กม.มีพื้นที่ 3,426 ตร.กม. โดยรวมเกาะใหญ่น้อยในทะเลอันดามัน
ซึ่งอยู่ในเขตปกครองจำนวน 62 เกาะ) มีฝนตกมากที่สุดในประเทศและคอคอดที่แคบที่สุดของแหลมมลายู
คือ คอคอดกระ แบ่งการปกครองออกเป็น 4 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ
คือ อำเภอเมือง อำเภอกระบุรี อำเภอละอุ่น อำเภอกะเปอร์ และกิ่งอำเภอสุขสำราญ
เมืองดีบุก ระนองมีทรัพยากรธรรมชาติใต้ดินที่มีชื่อเรียกกันในสมัยโบราณว่าตะกั่วดำ
หรือ ดีบุกในปัจจุบันเป็นจำนวนมาก ในอดีตนับตั้งแต่ช่วงสมัยรัชกาลที่
3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ระนองจึงมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
เนื่องจากรายได้หลักของหลวงที่นำมาพัฒนาประเทศ มาจากการผูกขาดส่งอากรดีบุกของระนอง
และเป็นเมืองแรกที่มีนายเหมืองเป็นนายอากรมาแต่โบราณ
เมืองชายแดน การที่ไทยต้องเสียดินแดนเมืองมะริด
รวมทั้งเมืองมะลิวัลย์แก่อังกฤษ และได้มีการปักปันเขตแดนไทย
โดยใช้แม่น้ำกระบุรีเป็นเส้นกั้นพรมแดน ในปี พ.ศ. 2442 มีผลให้เมืองระนองและเมืองตระ
ซึ่งมีฐานะเป็นอำเภอในการปกครองของจังหวัดระนองมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองชายแดน
มีอาณาเขตติดต่อกับเมืองขึ้นของอังกฤษทางด้านทะเลตะวันตกและมีความสำคัญในฐานะเป็นศูนย์รวมของการไปมาหาสู่
และซื้อขายสินค้าระหว่างไทยกับพม่าซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่
2 พ.ศ. 2485 กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งฐานทัพที่บริเวณเขาฝาชี
อำเภอละอุ่น ทั้งนี้เนื่องจากระนองเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่จะขนถ่ายกำลังพลและเสบียงไปยึดประเทศพม่า
ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ อีกทั้งเขตอำเภอละอุ่นมีจุดที่สามารถเข้าประเทศพม่าและมองเห็นศัตรูได้ทั้งทางบก
ทางทะเลและอากาศ เมื่อพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ไทยได้ติดต่อค้าขายกับพม่าด้านชายแดนจังหวัดระนอง
ซึ่งมีผลให้เศรษฐกิจของระนองก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน
เมืองคอคอดกระ พื้นที่บริเวณคอคอดกระ
เป็นผืนแผ่นดินส่วนที่กิ่ว หรือแคบที่สุดในแหลมมลายู อยู่ในเขตอำเภอกระบุรี
จังหวัดระนอง กว้าง 9 กิโลเมตร พื้นที่ด้านตะวันตกของบริเวณคอคอดกระ
ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของเมืองตระมาแต่เดิม มีภูเขาสลับซับซ้อนมีทางลัดผ่านทางช่องเขาเพียงสายเดียว
ในสมัยโบราณคอคอดกระเป็นเส้นทางสำคัญทางสายเดียวที่พม่าใช้เป็นเส้นทางเดินทัพยกมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ฝั่งทะเลตะวันออก
เมื่อฝรั่งเศสคิดจะขุดครองตระ จากเมืองตระไปออกชุมพรเพื่อความรวดเร้วในการเดินเรือจากยุโรปไปเมืองจีน
ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คอคอดกระจึงมีความสำคัญมากขึ้น
หากสามารถขุดคลองได้สำเร็จเรือเดินทะเลจากยุโรปจะผ่านคลองไปเมืองจีน
โดยไม่ต้องอ้อมแหลมมลายูผลประโยชน์ทางการค้าของอังกฤษทางเมืองปีนังและสิงคโปร์
และความจำเป็นทางด้านการทหารของอังกฤษ คงมีผลให้ไทยต้องเสียดินแดนทางแหลมมลายู
ประกอบกับการขุดคลองจำเป็นต้องขุดแม่น้ำกระบุรี ซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดนไทยกับพม่าของอังกฤษให้กว้างลึกข้าไปในดินแดนที่อยู่ในอำนาจของอังกฤษด้วย
เมื่ออังกฤษไม่ยอม ความคิดที่จะขุดคลองกระจึงล้มเลิกไป การขุดคลอง
ณ บริเวณคอคอดกระ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง แต่กระทบต่อความมั่นคงของชาติทางด้านการทหารอย่างไรก็ตามคอคอดกระจึงยังอยู่ในความสนใจ
ทั้งทางราชการและประชาชนมาจนปัจจุบัน
เมืองเสด็จประทับแรม พระมหากษัตริย์
4 พระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับแรมจังหวัดระนอง
ดังนี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเลียบมณฑลปักษ์ใต้ผ่านเมืองตระไปประทับแรม
ณ พระที่นั่งรัตนรังสรรค์ บริเวณเขานิเวศน์คีรี เมืองระนอง
3 ราตรี เมื่อปี พ.ศ. 2433 ซึ่งเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดในปัจจุบันและได้พระราชทานนามถนนในเทศบาลเมืองระนอง
ชื่อคล้องจองกันรวม 10 สาย ได้แก่ ท่าเมือง เรืองราษฎร์
ชาติเฉลิม เพิ่มผล ชลระอุ ลุวัง กำลังทรัพย์ ดับคดี ทวีสินค้า
ผาดาด โดยพระราชทานนามตามการใช้ประโยชน์ เช่น ถนนชลระอุ
เป็นเส้นทางไปถึงบ่อน้ำแร่ร้อน , ถนนดับคดี เป็นเส้นทางไปยังศาลชำระคดีความ
ฯลฯ และต่อมาเมื่อมีการสร้างถนนใหม่เพิ่ม ก็ได้ตั้งชื่อให้คล้องจองกับชื่อถนนที่พระราชทานนามให้ว่า
ราษฎร์พาณิชย์ กิจผดุง บำรุงสถาน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเลียบมณฑลปักษ์ใต้ฝั่งตะวันตก
ประทับแรมจังหวัดระนองเมื่อปี พ.ศ. 2460
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองระนอง
และประทับแรมจังหวัดระนอง 2 ราตรี เมื่อปี พ.ศ. 2471
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรจังหวัดระนอง ประทับแรม
ณ จังหวัดระนอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2502
เมืองปกครองแบบพิเศษแหล่งหล่อหลอมนักปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้
นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ระนองปกครองเมืองโดยใช้อำนาจเจ้าเมืองรวมกับอำนาจของเจ้าภาษีอากรเรียกว่า
ระบบเหมาเมือง เป็นแห่งแรกของประเทศ ในจำนวนไม่กี่เมือง
และเป็นเมืองเดียวในประเทศไทยที่แต่งตั้งตำแหน่งเจ้าเมือง
, ผู้ว่าราชการเมือง โดยการสืบทอดทายาท เป็นเวลาเกือบ 100
ปี นอกจากนี้ลูกหลานของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง)ได้รับราชการเป็นผู้ว่าราชการเมืองและสมุหเทศาภิบาลมณฑลตามหัวเมืองต่างๆของภาคใต้
เช่น ชุมพร หลังสวน ตรัง ภูเก็ตสุราษฎร์ธานี โดยท่านเหล่านี้เป็นนักปกครองที่มีแนวคิดกว้างไกล
เนื่องจากได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย
ปีนัง ฯลฯ ทำให้หัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกมีความจริญรุดหน้ามาจนปัจจุบัน
ระบบการปกครองของตระกูล ณ ระนอง ได้รับความสนใจจาก นักวิชาการต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
โดย Dr. JENIFER W. CUSHMAN จาก OXFORD UNIVERSITY ได้เขียนพ็อคเก็ตบุคเรื่อง
FAMILY AND STATE ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจการปกครองช่วงปี
ค.ศ. 1797-1932 กล่าวถึง ตระกูล ณ ระนอง โดยเฉพาะ ท่านคอซู้เจียง
ที่ไม่ได้รับการศึกษาแต่สามารถเป็นทั้งนักปกครองและนักเศรษฐกิจ
ทำให้ระนองเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ และถือว่า ท่านคอซู้เจียง
เป็นบุคคลสำคัญของเอเชียในยุคนั้นหนังสือดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในปี
ค.ศ. 1991 ปัจจุบันมีจำหน่ายในต่างประเทศทั่วโลก |
| |
|
|
|
ประวัติศาสตร์จังหวัดระนอง
สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา
ประวัติความเป็นมาของจังหวัดระนองสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาไม่มีหลักฐานปรากฏเข้าใจว่าสมัยนั้นจังหวัดระนองยังคงมีสภาพเป็นป่าดง
รกร้างว่างเปล่าไม่มีผู้คนอยู่อาศัย เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย
ซึ่งเจริญรุ่งเรืองทางส่วนใต้ของประเทศไทยในสมัยนั้น
สมัยกรุงศรีอยุธยา
ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่
๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา (ระหว่าง พ.ศ.๑๙๙๑ - ๒๐๗๒) ได้มีการปรับปรุงระบบการปกครองบ้านเมือง
โดยยกเลิกการปกครองแบบที่มีเมืองลูกหลวง ๔ ด้าน ราชธานีที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย
และได้มีการขยายขอบเขตการปกครองของเมืองหลวงให้กว้างออกไปโดยรอบ
คือจัดเป็นแบบในวงราชธานีกับนอกวงราชธานี ในวงราชธานีนั้นถือเอาเมืองหลวงเป็นหลักและมีเมืองจัตวาขึ้นอยู่รายรอบหัวเมือง
เมืองจัตวาเหล่านี้มีผู้รั้ง (เจ้าเมือง) กับกรมการเป็นพนักงานปกครองโดยให้อยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีทั้งหลายในเมืองหลวงส่วนหัวเมืองที่อยู่นอกวงราชธานี
หรือเมืองชายแดนหน้าด่านชายแดนนั้น จัดให้เป็นหัวเมืองชั้นเอก
โท ตรี ตามขนาดความสำคัญของเมืองนั้น ๆ ซึ่งต่อมาเรียกว่าหัวเมืองชั้นนอก
หัวเมืองชั้นนอกเหล่านี้ต่างก็มีหัวเมืองเล็กๆ คั่นอยู่เช่นเดียวกับในวงราชธานี
มากบ้างน้อยบ้างตามขนาดของอาณาเขตโดยกำหนดตามท้องที่สุดแต่จะให้พนักงานปกครองต่างเมืองเดินทางไปมาถึงกันได้ภายในวันหรือสองวัน
เพื่อจะได้บอกข่าวช่วยเหลือกันเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เช่น
ภาวะสงคราม บรรดาหัวเมืองชั้นนอก เหล่านี้ พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งเจ้านายในราชวงศ์
หรือข้าราชการชั้นสูงศักดิ์เป็นผู้สำเร็จราชการเรียกว่าเจ้าเมือง
หรือพระยามหานครตามแต่ฐานะของเมืองมีอำนาจปกครองบังคับบัญชาสิทธิ์ขาดต่างพระเนตรพระกรรณทุกประการ
ในสมัยอยุธยานี้ เมืองระนองมีลักษณะเป็นหัวเมืองเล็กๆ ขึ้นอยู่กับเมืองชุมพร
ซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นตรี มีอาณาเขตติดทะเลฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก
นอกจากเมืองระนองซึ่งเป็นเมืองชั้นเอก เมืองชุมพรแล้วยังมีเมืองตระ
(อำเภอกระบุรี) เมืองปะทิว เมืองตะโก เมืองหลังสวนและเมืองมลิวัน
(เดี๋ยวนี้อยู่ในสหภาพพม่า)
สมัยกรุงธนบุรี
เมืองระนองสมัยกรุงธนบุรี ไม่ปรากฏมีเหตุการณ์และหลักฐานทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
สันนิษฐานว่ายังเป็นหัวเมืองเล็กๆ ขึ้นตรงต่อเมืองชุมพรตลอดสมัยกรุงธนบุรี
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
เมืองระนองมีชื่อปรากฏอยู่ในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่
๑ และรัชกาลที่ ๒ ว่าเป็นเมืองหนึ่งที่พม่ายกทัพผ่านเข้ามาเพื่อไปตีเมืองชุมพรเท่านั้น
นอกจากนี้ในอดีตนอกจากจะเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ในป่าดงรกร้างหาเป็นภูมิฐานบ้านเมืองไม่
ภูมิประเทศยังเต็มไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อนแทบจะหาที่ราบสำหรับการเกษตรไม่ได้
มิหนำซ้ำการเดินทางไปมาติดต่อต่างเมืองก็ลำบากยากเข็น ถ้าไม่ใช่การเดินทางทางเรือ
อันต้องผ่านปากอ่าวเข้ามาทางด้านมหาสมุทรอินเดียแล้ว ก็ต้องขึ้นเขาลงห้วย
บุกป่าฝ่าดงกันเท่านั้นเองแต่ไม่ว่าทางใดก็ต้องเสียเวลาเดินทางกันเป็นวันๆ
ทั้งนั้นจนขึ้นชื่อว่าเป็นเมือง สุดหล้าฟ้าเขียว เอาทีเดียว
ผู้คนต่างกันจึงไม่ค่อยจะได้ถ่ายเทเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในเมืองระนองพลเมืองระนองจึงมีอยู่น้อยนิดเรื่อยมาแต่ในท่ามกลางป่าเขาทุรกันดารนั้น
ระนองได้สะสมทรัพยากรธรรมชาติไว้ใต้แผ่นดินเป็นเอนกอนันต์
นั่นคือวัตถุที่มีชื่อเรียกกันในสมัยโบราณว่า ตะกั่วดำ และในปัจจุบันเรียกว่า
แร่ดีบุกนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้เองจึงมีราษฎรในเมืองชุมพรและเมืองหลังสวนได้อพยพเข้ามาหาเลี้ยงชีพด้วยการขุดแร่ดีบุกขายมาแต่โบราณ
ฝ่ายรัฐบาลผ่อนผันให้ราษฎรมีความเป็นอยู่อย่างผาสุกโดยให้ส่งส่วยดีบุกแทนการรับราชการ
โดยการผ่อนผันกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ให้มีเจ้าอากรภาษีรับผูกขาดอากรดีบุก
คือจักบำรุงการขุดแร่ และมีอำนาจที่จะซื้อและเก็บส่วนดีบุกในแขวงเมืองตระตลอดมาจนถึงเมืองระนอง
โดยยอมสัญญาส่งดีบุกแก่รัฐบาลปีละ ๔๐ ภารา (คิดอัตราในเวลานี้ภาราหนึ่งหนัก
๓๕๐ ชั่ง เป็นดีบุก ๑๔,๐๐๐ ชั่ง) ในการเก็บรวบรวมและจัดส่งส่วยอากรแร่ดีบุกให้แก่รัฐบาลนั้น
ราษฎรได้ยกย่องให้นายนอง ซึ่งมีลักษณะเป็นผู้นำที่ดีและเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้รวบรวมและส่งไป
ด้วยคุณงามความดีของนายนองที่มีต่อลูกบ้านปกครองลูกบ้านด้วยดีเสมอมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการหารายได้ให้กับรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นโดยการส่งภาษีอากรแร่ดีบุกที่ขุดได้เพิ่มมากขึ้น
จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงระนองเจ้าเมืองคนแรกสืบต่อมาจนถึงสมัยรัชกาลที่
๓ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีผู้ประมูลผูกขาดส่งภาษีอากรดีบุกขึ้นเรียกว่า
นายอากร
ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๘๗ มีคนจีนชื่อคอซู้เจียง
(ภายหลังได้เป็นที่ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดีผู้เป็นต้นสกุล
ณ ระนอง) เป็นจีนฮกเกี้ยน เกิดที่เมืองจิวหูประเทศจีน ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยและตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองตะกั่วป่า
ได้ยื่นเรื่องราวประมูลอากรดีบุก แขวงเมืองตระและระนอง และทำการประมูลได้
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตั้งนายคอซู้เจียงเป็น หลวงรัตนเศรษฐี ตำแหน่งขุนนางนายอากร
ในปี พ.ศ. ๒๓๙๗ หลวงระนองเจ้าเมืองระนองถึงแก่กรรมทำให้เจ้าเมืองระนองว่างลง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงดำริถึงความดีความชอบของหลวงรัตนเศรษฐีจึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงรัตนเศรษฐี
(คอซู้เจียง) เป็นพระรัตนเศรษฐีผู้สำเร็จราชการเมืองระนอง
ถือศักดินา ๘๐๐ ไร่ แต่เมืองระนองยังคงเป็นเมืองไม่มีชั้น
อันดับ ยังคงขึ้นตรงต่อเมืองชุมพรต่อมา |
| |
|
|
|
|
ระนอง ท่องเที่ยวระนอง โรงแรมระนอง จังหวัดระนอง
| คอคอดกระ
ภูเขาหญ้า กาหยูหวาน ธารน้ำแร่ มุกแท้เมืองระนอง |
|
ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดระนอง
|
|
ระนอง
จังหวัดระนอง แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว อ.เมือง
อ.กระบุรี อ.กะเปอร์ อ.ละอุ่น กิ่ง อ.สุขสำราญ พร้อมรูปสถานที่ท่องเที่ยว |
|
เกาะค้างคาว
อุทยานแหลมสน ตั้งอยู่ที่หาดบางเบน มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือ
เกาะค้างคาว หมู่เกาะกำ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแนวปะการังและฝูงปลานานาชนิด |
|
|
|
|
|
|
ทัวร์โปรโมชั่น
| โปรแกรมทัวร์แนะนำ |
 |
URC864-UQ : Grand ซินเจียงกลาง อี้หนิง ทุ่งหญ้านาราถี อุทยานดอกไม้เทียนซาน ทะเลสาบไซลีมู่ ทุ่งหญ้าคาลาจุ้น แกรนด์แคนยอนคั่วเคซู ตลาดต้าปาจา อูรูมูฉี
วันเดินทาง 5 - 12 พฤษภาคม, 2 - 9 มิถุนายน, 30 มิ.ย. - 7 ก.ค., 14 21 กรกฎาคม 2569
ชมดอกไม้ป่าบานปีละครั้งที่ ทุ่งหญ้านาราถี ทุ่งหญ้าที่สวยงามในประเทศจีน
ชม อุทยานดอกไม้เทียนซาน เป็นอุทยานดอกไม้เมืองหนาว ชม ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ สีม่วงกว้างใหญ่
ชม ทะเลสาบไซลี่มู่ ที่ทอดตัวอยู่ในวงล้อมของเทือกเขาเทียนซาน อยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและภูเขาหิมะ |
 |
XMN41-MF : เซี่ยะเหมิน ซัวเถา แต้จิ๋ว เจ้าพ่อเสือ ไต่ฮงกง เจ้าแม่ทับทิม สักการะพระเจ้าตากสิน หยงติ้ง บ้านดินถู่โหลวเกาเป่ย โชว์ประเพณีชาวจีนแคะ
วันเดินทาง 14 - 18 พฤษภาคม, 3 - 7 กันยายน, 10 - 14 กันยายน, 22 - 26 ตุลาคม, 29 ตค. - 2 พฤศจิกายน 2569
เที่ยว เมืองซัวเถา ไหว้เจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลที่ไฮตังม่า (ศาลเจ้าแม่ทับทิม) - เฮียงบูซัว(เจ้าพ่อเสือ) ไต่ฮงกง
เที่ยว เมืองแต้จิ๋ว ไหว้เจ้าแม่กวนอิมพันมือ ที่ วัดไคหยวน และสักการะ ศาลเจ้าแชเล่งเอี๊ยะ ขุนนางเมืองแต้จิ๋วสมัยราชวงศ์หยวน
สักการะ สุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่สร้างขึ้นในปีที่ 47 แห่งรัชสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้
ชม บ้านดินถู่โหลวเกาเป่ย มรดกโลก UNESCO บ้านดินเฉิงฉี่โหลว ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งบ้านดินที่มีชื่อเสียงที่สุด" |
 |
CSX651-SL : ฉางซา จางเจียเจี้ย ภูเขาอวตาร ประตูสวรรค์ เมืองโบราณฟ่งหวง เมืองโบราณฝูหรงเจิ้น เขาเทียนเหมินซาน สะพานแก้ว วัดไคฝู โชว์จิ้งจอกขาว
วันเดินทาง 24 - 29 เมษายน, 29 พฤษภาคม 3 มิถุนายน, 19 24 มิถุนายน 2569
เที่ยวครบ 4 ไฮไลท์ ถ้ำประตูสวรรค์ ภูเขาอวตาร สะพานแก้วและวัดไคฝู
นอนที่เมืองโบราณฝูหรงเจิ้น และในเมืองโบราณฟงหวง ถ่ายรูปสวยๆแสงสีแสงไฟยามค่ำคืน |
 |
XIN871-CZ : เจาะลึกซินเจียงกลาง อูรูมูฉี - อี้หนิง ทุ่งหญ้านาราถี ทะเลสาบไซลี่มู เมืองเท่อเค่อซือ ทุ่งหญ้าคาลาจุ้น แกรนด์แคนยอนคั่วเคซู ทุ่งดอกลาเวนเดอร์
วันเดินทาง 20 27 มิถุนายน 2569
ชมดอกไม้ป่าบานปีละครั้งที่ ทุ่งหญ้านาราถี ทุ่งหญ้าที่สวยงามในประเทศจีน
ชม ทะเลสาบไซลี่มู่ ที่ทอดตัวอยู่ในวงล้อมของเทือกเขาเทียนซาน อยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและภูเขาหิมะ
ชม ทุ่งหญ้าคาลาจุ้น และ แกรนด์แคนยอนคั่วเคซู ที่มีภูมิทัศน์อันสวยงามท่ามกลางทุ่งหญ้าและภูเขาหิมะ
ชม อุทยานทะเลดอกไม้เทียนซาน ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ทุ่งดอกไม้เมืองหนาวที่ใหญ่ที่สุดในซินเจียง |
 |
ALA18-MU : ซินเจียง อูรูมูฉี อี้หนิง - อัลมาตี้ คาซัคสถาน เที่ยว 2 ประเทศ แกรนด์แคนยอนขุย ทะเลสาบไซลี่มู่ ทุ่งหญ้าคาลาจุ้น อุทยานดอกไม้เทียนซาน ชารีนแคนยอน ทะเลสาบโคลไซ Shymbulak Ski วิหารเซนคอฟ ยอดเขาค็อกโทเบ
วันเดินทาง 30 พฤษภาคม 8 มิถุนายน, 12 - 21 กันยายน 2569
เที่ยว 2 ประเทศ ซินเจียง - อัลมาตี้ บนเส้นทาง One Belt One Road ยุคใหม่
ชม ทะเลสาบไซลี่มู่ ที่ทอดตัวอยู่ในวงล้อมของเทือกเขาเทียนซาน
ชม อุทยานทะเลดอกไม้เทียนซาน ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ทุ่งดอกไม้เมืองหนาว
ชม เมืองอัลมาตี้ เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศคาซัคสถาน |
 |
URC863-UQ : Grand ซินเจียงเหนือ อูรูมูฉี คานาสือ หมู่บ้านเหอมู่ หุบเขาอัลไต หมู่บ้านไป๋ฮาปา ทะเลสาบอูหลุนกู ภูเขาหิมะเทียนซาน ล่องเรือ ตลาดต้าปาจา
วันเดินทาง 19 - 26 พฤษภาคม, 16 23 มิถุนายน, 8-15 ก.ย., 22 29 กันยายน, 6 - 13 ต.ค., 20 - 27 ตุลาคม 2569
ชม อุทยานคานาสือ อุทยานที่สวยที่สุดในหุบเขาอัลไต (เข้าคานาสือ 2 วัน เน้นถ่ายรูปสวยๆ)
ชม หมู่บ้านเหอมู่ หมู่บ้านที่วิวทิวทัศน์สวยในหุบเขาอัลไต และ หมู่บ้านไป่ฮาปา หมู่บ้านที่สวยที่สุด
ชม ภูเขาหิมะเขาเทียนซาน (มรดกโลก) ล่องเรือทะเลสาบเทียนฉือ ชมวิวภูเขาหิมะสวยๆ |
สอบถามทัวร์เพิ่มเติม
ID Line Office : @oceansmiletour
คุณเล็ก โทร.082-3656241 ID Line : lekocean2
คุณโจ้ โทร.093-6468915 ID Line : oceansmile
รับทำกรุ๊ปเหมา เที่ยวส่วนตัว ดูงาน
ประเทศจีน (ทุกเมือง) อินเดีย (ทุกเมือง)
เนปาล ภูฏาน บาหลี ศรีลังกา ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า |
|
| |
|