สถานที่ท่องเที่ยว โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์







• ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศภูฏาน
• ระบำภูฏาน ระบำภูฐาน ระบำหน้ากากภูฏาน
สถานที่โชว์ระบำภูฏาน
สถานที่โชว์ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำหน้ากาก
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากาก
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากาก
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำภูฏาน ระบำภูฐาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน ระบำภูฐาน
ระบำภูฏาน
คลิประบำภูฏาน ตอน 1
• การระบำหน้ากากภูฏาน
• การระบำหน้ากากทางศาสนาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ใหญ่ๆ
1.ระบำเทศนาซึ่งมีเนื้อหาในการสั่งสอนศีลธรรม
2.ระบำเพื่อสร้างความบริสุทธิ์และปกป้องคุ้มครองสถานที่ไม่ให้วิญญาณร้ายมาคุกคาม
3.ระบำประกาศชัยชนะของพุทธศาสนาและบารมีของคุรุรินโปเซ
• การระบำภูฏานหรือระบำหน้ากากที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมากได้แก่
• ระบำหมวกดำ (ชานัก) : จัดเป็นระบำที่สวยงาม ใช้ผู้แสดงเป็นตัวแทนของเทพเจ้าทางฝ่ายตันตระผู้ทรงฤทธานุภาพ เสด็จลงมาเพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้ายและสร้างความบริสุทธิ์ให้กับมณฑลที่ใช้แสดงระบำทุกย่างก้าวที่เยื้องกรายไป เนื้อหาของระบำเล่าถึงเรื่องราวการลอบสังหารพระเจ้าลัดามาแห่งทิเบตใน ค.ศ.842 พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ชิงชังรังเกียจและกระทำย่ำยีพุทธศาสนาจนพระลามะนามว่า เปลกี โดร์จีทนไม่ได้จึงได้มาลอบสังหารโดยซ่อนธนูและลูกศรไว้ในแขนเสื้อที่ทั้งกว้างและใหญ่ ผู้แสดงจะรัวกลองไปในขณะที่ขยับตัวไปตามจังหวะเพื่อแสดงชัยชนะที่มีเหนือภูติผีปิศาสจและวิญญาณชั่วร้าย
• ระบำมือกลองจากดราเมซี (ดราเมชีงาซัม) : ถือเป็นระบำที่มีคนรู้จักกันมากที่สุด คิดค้นขึ้นในศตวรรษที่ 16 ที่อารามดราเมชี ในเขตภูฏานตะวันออกโดยเกจิอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งนิมิตเห็นภาพสรวงสวรรค์ของท่านคุรุรินโปเซ ระบำนี้ใช้ผู้แสดง 12 คน สวมชุดสีเหลืองกับหน้ากากสัตว์ ตีกลองไปพลางเยื้องย่างไปพลาง แสดงตนเป็นสาวกของคุรุรินโปเซไปพร้อมๆ กับการประกาศชัยชนะของพระศาสนา
• ระบำเจ้าแห่งเชิงตะกอน (ดูร์ดัก) : ถ้าจะดูให้เข้าใจก็ต้องศึกษาสัญลักษณ์ต่างๆ ของพุทธศาสนาตันตระมาก่อน ผู้แสดงจะสวมชุดโครงกระดูกเฝ้าพิทักษ์รักษาเขตเชิงตะกอนทั้งแปดทิศที่สุดขอบแผนภูมิจักรวาล อันเป็นที่สถิตของเทพเจ้าทั้งหลายในนิกายตันตระ พวกเขามีหน้าที่ปกปักรักษาเขตแผนภูมิจักรวาลไม่ให้อำนาจและวิญญาณชั่วร้ายเล็ดลอดเข้ามาได้
• ระบำเทพเจ้าภาคดุร้าย (ตุนกัม) : ผู้แสดงจะสวมชุดผ้าลายดอก สวมหน้ากากเทพเจ้าภาคดุร้ายและแสดงตนเป็นบริวารของคุรุโดร์จี โดรเล (ซึ่งเป็นภาคสำแดงหนึ่งของคุรุรินโปเซ) ผู้เต้นนำอยู่หน้าขบวน ในมือถือกริชพุรปา สำหรับใช้จ้วงแทนวิญญาณร้าย ปลดปล่อยดวงจิตของพวกมันจากกายเนื้อให้ได้ไปผุดไปเกิดใหม่
• ระบำพิณ (ดรัมเย็นซัม) : เป็นระบำเฉลิมฉลองการก่อตั้งและความรุ่งเรืองของนิการดรุ๊กปะ
• ระบำเพลงศาสนา (ดรัมเย็นซัม) : คล้ายระบำพิณ ชุดที่ใช้สวมใส่ในการแสดงเป็นแบบเดียวกัน ระบำกับบทเพลงที่ขับขานเป็นการรำลึก ถึงวาระที่ท่านซังปา กาเร เยเช โดร์จี (ผู้ก่อตั้งนิกายดรุ๊กปะ) ออกเดินทางไปแสวงบุญยังภูเขาซารีในทิเบต
• ระบำกวางทั้งสี่ (ซาชัม) : เป็นระบำรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่คุรุรินโปเซเสด็จไปปราบวายุเทพ แล้วยึดเอากวางของวายุเทพมาเป็นพาหนะของตน
• ระบำการพิพากษาวิญญาณ (รักซามาร์ซัม) : เป็นหนึ่งในระบำที่น่าสนใจที่สุดในงานเทศกาลเซซู เป็นระบำเทศนาสั่งสอน แบ่งออกเป็นสององค์ คือ
• องค์แรก : เริ่มด้วยการเต้นระบำของบรรดารักซาผู้เป็นบริวารของพระยม ผู้แสดงจะสวมชุดกระโปรงสีเหลืองกับหน้ากากรูปหน้าสัตว์ จากนั้นเทพชินจี เกอกี กัลโปจะปรากฎตัวขึ้นพร้อมลูกน้องคนสนิท คือเทพขาวกับภูตดำผู้เฝ้าติดตามจับตาดูการประกอบกุศลกรรมและอกุศลกรรมของสรรพสัตว์อยู่ไม่ว่างเว้น พระยมเป็นภาคดุร้ายของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ถึงตอนนี้ การพิพากษาจะเริ่มต้นขึ้นด้วยผู้เข้ารับการพิพากษารายแรกเป็นวิญญาณบาปในชุดและหน้ากากสีดำ มือถือตะกร้าใส่เนือเอาไว้ชิ้นหนึ่ง (เนื้อเป็นสัญลักษณ์แทนความผิดบาป) พระยมจะรับฟังเรื่องราวจากปากของดวงวิญญาณ แล้วนำบาป-บุญ ขึ้นชั่งโดยใช้หินกรวดสีขาวเป็นสัญลักษณ์แทนบุญ สีดำแทนบาป เทพขาวพยามยามช่วยดวงวิญญาณด้วยการยกเอากุศลผลบุญที่เขาเคยทำมาอ้าง ในขณะที่ภูติดำเอาความผิดบาปทั้งมวลมาตีแผ่ สุดท้าย วิญญาณบาปก็ถูกพิพิพากษาให้ตกนรก ทำให้ภูตดำแสนจะยินดี ตรงรี่เข้าผลักไสวิญญาณบาปเข้าสู่เส้นทางลงนรกที่ปูผ้าสีดำลาดเอาไว้เป็นสัญลักษณ์
• องค์สอง : จะเปิดฉากด้วยระบำทั่วไป จากนั้นวิญญาณที่ดีจะปรากฎขึ้นโดยสวมชุดสีขาว ทาหน้าสีขาว และถือธงมนต์เอาไว้ในมือเพื่อสื่อถึงศรัทธาอันแก่กล้าที่มีต่อพระศาสนา การพิพากษาเหมือนฉากก่อนหน้านี้ จะดำเนินซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง ครั้งนี้วิญญาณดีได้รับตัดสินให้ได้ขึ้นสวรรค์ตามเส้นทางที่ใช้ผ้าสีขาวปูลาดเอาไว้เป็นสัญลักษณื ภูตดำพยายามจะยึดตัวเขาเอาไว้ในวินาทีสุดท้าย แต่เทพขาวก็ช่วยเอาไว้ได้ เขาจึงได้ขึ้นสวรรค์ไปพบกับการต้อนรับจากเหล่าเทพยดาทั้งหลาย
• ระบำเจ้าชายและเจ้าหญิง (โพเลโมเล) : เป็นหนึ่งในระบำที่ชาวภูฏานชื่นชอบกันมากที่สุด แต่ติดจะหยาบโลนอยู่สักหน่อย ระบำนี้กล่าวถึงกษัตริย์องค์หนึ่ง นามว่า นอร์ชัง พระองค์มีมเหสีหลายองค์ แต่ทรงโปรดพระนางยีโดรมากยิ่งกว่าใคร ทำให้ชายาองค์อื่นๆ ริษยา จึงวางแผนให้พระองค์เสด็จไปทำศึก จากนั้น ก็ใช้กำลังเข้าคุกคามจนพระนางยีโดรมาต้องหนีไปหลบอยู่กับบิดา เพราะเกรงว่าจะถูกป้องร้ายหมายชีวิต เมือ่พระเจ้านอร์ชังเสด็จกลับมา ไม่นานก็ทรงจับกลอุบายของชายาทั้งหลายได้ จึงเสด็จไปทรงง้อและรับพระนางยีโดรมากลับมาอยู่ด้วยกันดังเดิม
• ระบำกวางกับสุนัขล่าเนื้อ (ชาวาชาชี) : เป็นระบำเล่าเรื่องราวของพรานป่านามว่า กมโป โดร์จี ผู้กลับใจยอมหันมานับถือพุทธศาสนาหลังได้พบกับมิลาเรปะ (ปีค.ศ.1040-1123) มีให้ชมกันในงานเซซู ถือเป็นระบำที่คล้ายละครยิ่งกว่าระบำอื่นๆ เนื่องจากเนื้อเรื่องยาวมากจึงต้องแบ่งการแสดงออกเป็นสององก์ แต่ละองก์จะใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ระบำนี้กล่าวถึงว่า ขณะที่มิลาเรปะเข้าฌานอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง มีเสียงร้องตะโกนโหวกเหวกและเสียงสุนัขเห่าดังมาให้ได้ยิน ท่านจึงออกจากถ้ำมาดู พบกวางตัวหนึ่งยืนเหงื่อโทรมกายตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ท่านจึงขับเพลงปลอบกวางให้สงบลง แล้วพากวางกลับเข้าไปถ้ำด้วยกัน ไม่นานสุนัขล่าเนื้อสองตัวก็ตามมาถึงในถ้ำ แต่มิลาเรปะก็ขับลำนำธรรมคีตาทำให้พวกมันคล้ายความดุร้ายลงได้ แล้วจู่ๆ นายพรานก็ปรากฎตัวขึ้นร้องเรียกหาสุนับของตน พอเห็นพวกมันนอนหมอบอยู่แทบเท้าของมิลาเรปะ นายพรานก็โกรธจัด ยิงธนูอาบยาพิษใส่ท่านทันที แต่มิลาเรปะใช้อาคมชิงเอาคันธนูยิงย้อนกลับไปหาเจ้าตัว ทำให้นายพรานอัศจรรย์ใจมาก ท่านจึงใช้ธรรมคีตาเกลี้ยกล่อมให้พรานผู้นั้นให้เลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและหันมานับถือพุทธศาสนาในที่สุด
• ระบำกิงกับโชลิง (กิงดังโชลิง) : กล่าวกันว่า คุรุรินโปเซทรงแสดงระบำนี้เป็นครั้งแรกด้วยพระองค์เองในศตวรรษที่ 8 ที่อารามซัมเมในประเทศทิเบต โชลิง คือ บรรดาเทพเจ้าผู้ปกปักรักษาพระศาสนาในภาคสุดท้ายออกมาสำแดงกายเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายและสร้างความบริสุทธิ์ให้กับสถานที่ จากนั้น พวกกิง (เหล่าผู้ติดตามของคุรุรินโปเซ) ก็จะออกมาไล่โชลิงไปแล้วยึดครองพื้นที่แทน พร้อมรัวกลองแสดงชัยชนะของพุทธศาสนา ผู้แสดงจะใช้ไม้ตีกลองเคาะศีรษะผู้ชมเพื่อขับไล่มลทินความผิดบาปต่างๆ ชาวบ้านจะพร้อมใจกันผิวปากเพื่อขับไล่ภูติผีปิศาจไปให้พ้นตัวเช่นกัน
คลิประบำภูฏาน ตอน 2
คลิประบำภูฏาน ตอน 3
ระบำภูฏาน ระบำภูฐาน ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
• ระบำภาคสำแดงทั้งแปดของคุรุรินโปเซ (คุรุเซ็งเก)
• ระบำภาคสำแดงทั้งแปดของคุรุรินโปเซ (คุรุเซ็งเก) : ระบำนี้จะจัดเป็นขบวน มีคุรุรินโปเซนำหน้า ตามมาด้วยภาคสำแดงต่างๆ ของท่านที่ทยอยออกมาพร้อมคณะผู้ติดตามและเทวดาชั้นผู้น้อย โดยมีลำดับดังต่อไปนี้
•
ภาคสำแดงที่หนึ่ง โดร์จี โดรเล : หมายถึง 'วัชระผู้เป็นอิสระ' ผู้แสดงจะสวมหน้ากากสีแดงเข้ม มีสังวาลย์ที่ร้อยจากกะโหลกศีรษะห้อยอยู่รอบตัว ในมือถือวัชระ (โดร์จี) และกริชพุรปา มีเทวดาหน้าถมึงทึงท่วงท่าดุร้ายเป็นบริวารตามติด คุรุรินโปเซทรงได้ฉายานามนี้หลังเสด็จมาปราบปิศาจที่คอยขัดขวางการเผยแพร่พุทธศาสนาที่ตั๊กซังในพาโรและที่ป้อมชิงเกในเขตฮุนซี
•
ภาคสำแดงที่สอง โซกี โดร์จี : หมายถึง 'วัชรสัมภวะ' ผู้แสดงจะสวมชุดกับหน้ากากสีน้ำเงิน มือถือวัชระกับระฆังใบเล็กๆ คุรุรินโปเซทรงได้ฉายานามนี้เพราะประสูติในดอกบัวสีน้ำเงินที่กลางทะเลทรายธนโกษา
•
ภาคสำแดงที่สาม โลเด็น ชกชี : หมายถึง 'คุรุธิมานวารุจี' พระผู้มีพระทัยใฝ่รู้ในปัญญาญาณ ผู้แสดงจะสวมชุดสีแดง สวมหน้ากากสีขาว ผมขมวดเป็นปม มีมงกุฎประดับอยู่บนศรีษะ ในมือถือกลองใบเล็กกับถ้วยอีกหนึ่งใบ คุรุรินโปเซ ทรงได้ฉายานามนี้หลังจากที่ได้สนับคำสอนในนิกายวัชรยานจากคณาจารย์ชาวอินเดีย จนสุดท้ายบรรดาเทพยิดัมก็มาปรากฎให้เห็นต่อหน้าพระพักตร์
•
ภาคสำแดงที่สี่ ปัทมสัมภวะ : หมายถึง 'พระผู้มีกำเนิดจากดอกบัว' ผู้แสดงจะแต่งกายในชุดพระลามะสีแดงเข้มและสีเหลือง สวมหน้ากากสีขาว สวมหมวกปลายแหลมสีแดง คุรุรินโปเซทรงได้ฉายานามนี้หลังจากทีทรงใช้อำนาจเปลี่ยนกองฟืน ที่พระเจ้าศาสตราธรแห่งแคว้นโฮร์หมายจะใช้เป็นเชิงตะกอนเผาท่านคุรุทั้งเป็นให้กลายเป็นทะเลสาบ
• คุรุรินโปเซ 'อาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักและเทิดทูนยิ่ง' เป็นตัวตนหลักแต่ไม่ถือว่าเป็นหนึ่งในภาคสำแดงทั้งแปด โดยผู้แสดงจะสวมหน้ากากมนุษย์หุ้มด้วยทองแดงสวมหมวกประจำตัวของท่านคุรุ มีพระลามะสองรูปคอยรับใช้ ส่วนรูปที่สามทำหน้าที่กางกลดให้
•
ภาคสำแดงที่ห้า ชาคยา เซ็งเก : หมายถึง 'ศากยสิงห์' ผู้แสดงจะสวมชุดพระลามะสีแดงและสีเหลือง สวมหน้ากากมนุษย์คล้ายภาพพระพักตร์ของพระพุทธองค์ ผมเป็นสีน้ำเงินขมวดเป็นปม ในมือถือบาตรคุรุรินโปเซทรงได้ฉายานามนี้หลังจากที่ทรงหันหลังให้กับราชสมบัติ แล้วเสด็จไปฝากตัวเป็นศิษย์กับท่านปราหภัสติ บำเพ็ญญาณ และ ศึกษาธรรมอยู่ที่ถ้ำมารติกะในเขตประเทศเนปาล
•
ภาคสำแดงที่หก เปมา เกลโป : หมายถึง 'ปัทมราชา' ผู้แสดงจะสวมชุดสีแดง ใส่หน้ากากสีส้มอมชมพู มีหนวเครา และมือถือกระจกกับกลองใบเล็ก คุรุรินโปเซทรงได้ฉายานามนี้หลังจากเสด็จกลับมายังแคว้นอูเก็น (อุททิยานะ) ที่เป็นบ้านเกิด แต่กษัตริย์ผู้ครองแคว้นในยุคนั้นกลับจับพระองค์มา หมายจะเผาให้ตายทั้งเป็น แต่ทำไม่สำเร็จ ผู้คนจึงยอมรับว่าคุรุรินโปเซ ทรงบรรลุธรรมแล้ว จึงพร้อมใจกันหันมายอมรับนับถือพุทธศาสนา และอัญเชิญพระองค์กลับขึ้นครองแคว้นอีกครั้ง
•
ภาคสำแดงที่เจ็ด เยียมา เออเซร์ : หมายถึง 'สูรยประภา' ผู้แสดงจะสวมชุดและหน้ากากสีเหลือง มีหนวดเคราสีน้ำเงิน มือถือตรีศูล คุรุรินโปเซทรงได้ฉายานามนี้หลังจากเสด็จไปปราบและเทศนาธรรมโปรดบรรดาวิญญาณร้านในป่าช้า พร้อมทั้งบังคับให้วิญญาณเหล่านั้นสาบานว่าจะปกปักรักษาพระธรรมคำสอนในพุทธศาสนาไปตลอดกาล
•
ภาคสำแดงที่แปด เซ็งเก ดราท็อก : หมายถึง 'สีหนาท' ผู้แสดงจะสวมชุดสีน้ำเงิน และสวมหน้ากากสีน้ำเงินประดับกระโหลกห้าหัวเอาไว้บนส่วนยอด ดูแล้วน่ากลัวมาก คุรุรินโปเซทรงได้ฉายานามนี้หลังจากที่ทรงกวาดล้างพวกเดียรถีย์ 500 คนที่พยามยามจะทำลายหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาด้วยการเปล่งสีหนาทเพียงครั้งเดียว
• ในขบวนทั้งหมดนี้ มีแต่คุรุรินโปเซที่เป็นภาคหลักเท่านั้นที่นั่งอยู่กับที่ ในขณะที่ภาคสำแดงอื่นทั้งหมด (เว้นภาคคุรุปัทมสัมภวะ) จะเต้นระบำก่อนเข้าไปรวมกับภาคหลัก จากนั้น จะเป็นการประสาทพรให้กับผู้คนที่มาร่วมงาน ชาวบ้านจะเบียดเสียดเยียดยัดแย่งกันมารับด้ายเสกจากองค์นิรมาณกายของคุรุรินโปเซองค์จริง มณฑลที่ใช้เป็นที่แสดงระบำจะเปลี่ยนเป็นสรวงสวรรค์ บรรดาเทพเจ้าที่ประดับกายด้วยเครื่องประดับที่ทำทำจากกระดูกพากันออกมาร้องรำสรรเสริญท่านคุรุ ก่อนจบลงด้วยการเคลื่อนขบวนกลับเข้าวัดไป และถือเป็นการสิ้นสุดงานเทศกาลเซซูด้วย
• นอกจากการแสดงเหล่านี้แล้ว ยังมีการแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกหลายชุด ซึ่งแต่ละวัดในท้องถิ่นต่างก็มีการแสดงทางศาสนาที่เป็นความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ตลอดสามวัน การแสดงส่วนใหญ่จะเป็นระบำหน้ากากศักดิ์สิทธิ์หลายชุดทุกๆ วัน โดยมีพระลามะและชายหนุ่มฆราวาสเครื่องแต่งกายสีสด ร่ายรำโดยการกระโดดซ้ำๆ หรือหมุนตนเองไปรอบๆ ท่ามกลางเสียงฉาบ แตรงอน และกลอง ซึ่งการแสดงแต่ละชุดที่นานเป็นชั่วโมงๆ และมีท่วงท่าที่ซ้ำๆ กันนั้น เปรียบเสมือนการแสดงธรรม นอกจากจะเป็นการสอนศีลธรรมแล้วยังเป็นการเล่าประวัติพุทธศาสนานิกายตันตระในแดนหิมาลัย ซึ่งแทบจะไม่เป็นที่รู้จักต่อโลกภายนอกเลย
• ตัวอย่างเช่น ระบำจตุมฤค เล่าถึงเรื่องราวที่คุรุ รินโปเชปราบเทพที่สิงสถิตอยู่ในธรรมชาติให้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ส่วนระบำสุนัขเล่าเรื่องที่ท่านมิลาเรปา ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในศาสนาพุทธนิกายตันตระ ที่สามารถทำให้นายพรานในเรื่องซึ่งเป็นตัวแทนชนเผ่าที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เดิม ให้เปลี่ยนจากนับถือผีมาเป็นนับถือพุทธ ในขณะที่ระบำรากษสมาจาก จากคัมภีร์มรณะของสายวัชรยาน ที่กล่าวถึงชีวิตหลังความตาย
• ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนสำคัญที่ทำให้เทศกาลเซซูนี้ศักดิ์สิทธิ์ ก็เพราะพระลามะที่ทำหน้าที่ร่ายรำนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงการแสดง แต่เป็นการเข้าสมาธิขั้นสูง และสร้างนิมิต ที่ทำให้ท่านกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทวยเทพที่ปรากฎอยู่บนหน้ากากที่ท่านสวมอยู่ในชั่วขณะนั้น ทั้งยังมีพลังพิเศษทำให้สถานที่แห่งนั้นศักดิ์สิทธิ์ได้ ซึ่งก่อนที่บรรดาพระจะเข้าร่วมในเทศกาลเซซูอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ท่านต้องเตรียมตัวด้วยการสวดมนต์ เข้าสมาธิ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ และกว่าจะปฏิบัติถึงขั้นมาแสดงพร้อมเพรียงกันได้ต้องใช้เวลาฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นเวลายาวนาน
• ทั้งที่ท่ารำนั้นเกิดจากการเลียนแบบท่าเต้นของเทพบนสวรรค์ที่บรรดาเกจิอาจารย์ได้พบเห็นระหว่างที่เข้าฌานสมาธิขั้นสูงของท่าน แล้วนำมาถ่ายทอดให้พระอื่นๆ ได้ร่ายรำให้ผู้อื่นได้เห็นด้วย โดยท่านถือว่าเป็นวิธีที่จะแผ่ผลบุญจากการปฏิบัติธรรมให้แก่บรรดาผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งสอดคล้องกับตามความเชื่อในพุทธศาสนานิกายตันตระว่า ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบรรลุธรรมได้หลายทาง จากการดู การไดยิน การได้สัมผัสจากผู้มีบุญ การได้ลิ้มรสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการเป็นอิสระจากความวังวนความคิดและอารมณ์ของตนเอง
• การจะดูนาฏธรรมให้ซาบซึ้งนั้น ควรจะมีความเข้าใจถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ทางศาสนาด้วย เช่น การใช้กำลังปราบปิศาสจนั้น เป็นสัญลักษณ์แทนความตั้งมั่นอันเด็ดเดี่ยวที่จะควบคุมจิตใจตนเอง การใช้ดาบแสดงถึงการใช้ปัญญาทำลายเครื่องผูกมัดทางโลก บ่วงที่จับปิศาจนั้นคือบ่วงแห่งความเมตตา เสียงอึกทึกของดนตรีเป็นเครือ่งหมายแทนจิตอันไม่สงบของเรา ส่วนท่วงท่าเต้นระบำ ที่เนิบนาบนั้น หมายถึงความสงบในจิตใจ
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำภูฏาน ระบำภูฐาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน ระบำภูฐาน ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำภูฏาน ระบำภูฐาน ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำภูฏาน ระบำภูฐาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำหน้ากาก
ระบำหน้ากาก ภูฏาน
ระบำหน้ากาก
ระบำหน้ากาก ภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากาก ภูฏาน
ระบำหน้ากากภูฏาน
ระบำหน้ากาก ภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ระบำภูฏาน
ภูฏาน ประเทศภูฏาน ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า
• สถานที่ท่องเที่ยวประเทศภูฏาน 
ภูฏาน
• ภูฏาน ประเทศภูฏาน ดินแดนมังกรสายฟ้า ประเทศที่อยู่อ้อมกอดหิมาลัย อยู่ระหว่างประเทศอินเดียกับจีน ภูฏาน ดินแดนที่หลายๆคน ยกให้เป็นดัง"สวรรค์บนพื้นพิภพ"
ราชวงศ์ภูฎาน
• ราชวงศ์ภูฎาน เจ้าชายจิกมี สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "เจ้าชายจิกมี่" กษัตริย์รัชกาลที่ 5 ของภูฏาน
ภูฏาน
• ภูฏาน เที่ยวภูฏาน ผมเดินทางมาถึงเมืองพาโร ก็โชคดีที่เขามีการจัดงานระบำหน้ากาก ซึ่งงานระบำหน้ากากที่พาโรซอง ถือว่าเป็นงานใหญ่งานหนึ่ง
ทาชิโชซอง ทิมพูซอง
• ทาชิโชซอง ทิมพูซอง ทาชิโชซอง เป็นสถาปัตยกรรมภูฏานที่งดงาม เป็นที่ทำการของรัฐบาล ประกอบด้วยคณะสงฆ์ และข้าราชการระดับสูง
ทัวร์ภูฎาน
• ทัวร์ภูฎาน เตรียมตัวเที่ยวภูฏาน ภูฏานเปิดรับนักท่องเที่ยวปีละ 20,000 คน ภูฏานเป็นประเทศเดียวในโลกที่ห้ามไม่ให้ซื้อและขาย สูบบุหรี่ในที่สาธารณะโดยเด็ดขาด
วัดชันกังคา
• วัดชันกังคา เมมโมเรียลชอร์เตน วัดชันกังคาเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในเมืองทิมพู พระลามะทิเบตเป็นผู้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 เป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเมืองทิมพู
วัดทักซัง
• วัดทักซัง วัดทักซัง เป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศภูฏาน ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง 900 เมตร ชายเขตเมืองพาโร วัดตักซังเป็นสถานที่แสวงบุญที่ชาวภูฏานเลื่อมใสศรัทธากันมากที่สุด
วัดนันนารี สวนสัตว์ภูฏาน
• วัดนันนารี สวนสัตว์ภูฏาน ทาคิน เป็นสัตว์ที่หายาก เพราะมีอยู่ในประเทศภูฏานเพียงแห่งเดียวและอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ มีลักษณะคล้ายวัวผสมแพะตัวใหญ่
ระบำหน้ากากภูฏาน
• ระบำหน้ากากภูฏาน ระบำภูฏานจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ระบำหน้ากาก ซึ่งเป็นระบำเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ ส่วนอีกอย่างเป็นระบำเกี่ยวกับเรื่องราววิถีชีวิตของชาวภูฏาน
พูนาคา
• พูนาคา วัดชิมิลาคัง คนภูฏานเชื่อว่าเมื่อพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องคู่ครอง ก็จะมาแสวงบุญที่นี่ เพราะเชื่อว่าวัดชิมิลาคังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
พาโร
• พาโร ประตูสู่ประเทศภูฏาน เมืองพาโรเป็นเมืองที่ตั้งของสนามบินภูฏานซึ่งมีเพียงสนามบินเดียว เครื่องที่จะมาลงจอดได้ก็มีแต่สายการบินดรุ๊กแอร์เพียงสายเดียว
วัดคิชูลาคัง วัดตัมชู
• วัดคิชูลาคัง วัดตัมชู วัดคิชูเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูฏาน เป็นโบสถ์โบราณซึ่งพระเจ้าซังเซน กัมโป กษัตริย์ทิเบตทรงสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 1212
ทิมพู
• ทิมพู เมืองหลวงประเทศภูฏาน ทิมพูหรือในชื่อที่เป็นทางการของภูฏานว่า ตาชิโชซอง เป็นเมืองหลวงของภูฏาน ทิมพูเป็นเมืองที่เจริญที่สุด เป็นแหล่งท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง
จุดชมวิวโดชูล่า
• จุดชมวิวโดชูล่า สถูป 108 องค์ สร้างขึ้นเป็นปกป้องคุ้มครองผู้ที่เดินทางผ่านไปมาให้ปลอดภัย รอบๆ บริเวณถูกประดับไปด้วยธงมนต์หลากสีสันเพื่อบูชาเทพแห่งป่าเขา
ปูนาคา
• ปูนาคา ปูนาคาซอง ปูนาคาซอง (Punakha Dzong) เป็นป้อมปราการประจำเมืองปูนาคา สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1637 ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำโพและแม่น้ำโม ที่นี่เคยใช้เป็นเมืองหลวงในช่วงฤดูหนาว
• พิพิธภัณฑ์แห่งชาติภูฏาน ตั้งอยู่ในป้อมตาซองที่เป็นหอสังเกตการณ์ในยุคโบราณของพาโรซอง ป้อมตาซองนี้เคยเป็นที่คุมขังอูเก็น วังชุก (ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ภูฏาน)
วังดีซอง
• วังดี วังดีซอง วังดีซอง ตั้งอยู่เหนือจุดบรรจบของแม่น้ำ 2 สายคือแม่น้ำปูนาคาและแม่น้ำดัง เป็นเมืองในอดีตที่สำคัญของประวัติศาสตร์ภูฏาน วังดีโปดรังซองสร้าง ในปี ค.ศ.1638
โรงแรมภูฏาน
• โรงแรมภูฏาน ร้านอาหารภูฏาน ภูฏาน เป็นประเทศที่นิยมบริโภคข้าวเป็นอาหารทุกมื้อ อาหารภูฏานนิยมเน้นข้าวและผักเป็นอาหารหลัก
ภาษาภูฏาน
• ภาษาภูฏาน ภาษาภูฏานหรือภาษาซงคา เป็นภาษาประจำชาติของภูฏาน คูซูซังโป=สวัสดี คัดรินเซ=ขอบคุณ ดรุ๊กยุล=แผ่นดินมังกรสายฟ้า
ของฝากภูฏาน
• ของฝากภูฏาน การแต่งกายภูฏาน รัฐบาลรณรงค์ให้ชาวภูฏานใส่ชุดประจำชาติเป็นชุดประจำวัน ชุดผู้ชาย เรียกว่า “โค” ชุดผู้หญิง เรียกว่า “คีร่า”
• ศาสนาพุทธในภูฏาน พุทธศาสนาตันตรยาน ภูฏานเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ยอมรับนับถือพุทธศาสนามหายานแบบตันตระ เป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ
สายการบินภูฏาน
• สายการบินภูฏาน สายการบินดรุ๊กแอร์ Drukair การเดินทางไปภูฏาน มีสายการบินเดียวที่บินจากรุงเทพฯ ไปภูฏาน เป็นสายการบินแห่งชาติภูฏาน
• สถานที่ท่องเที่ยวประเทศภูฏาน
• ข้อมูลทั่วไปประเทศภูฏาน
ทัวร์โปรโมชั่น
โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์
• สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวทางไลน์... @oceansmiletour หรือ โทร. 0-2969 3664, 0-2949 5134-39
• โปรแกรมทัวร์แนะนำ
ทัวร์ฮานอย ฮาลองเบย์
ทัวร์เส้นทางสายไหม
ทัวร์ดาลัด
ทัวร์คานาสือ
ทัวร์นครวัด
• KHM-1 : นครวัด นครธม บันทายสรี พนมกุเลน ล่องเรือโตนเลสาบ
• วันที่ 21 - 23 ตุลาคม 2560
• วันที่ 9 - 11 ธันวาคม 2560
ทัวร์กุ้ยหลิน
ทัวร์ลาวใต้
ทัวร์จางเจียเจี้ย
ทัวร์ภูฏาน
ทัวร์ย่าติง เต้าเฉิง
ทัวร์แคชเมียร์
• INDIA-541 : ทัวร์แคชเมียร์ ศรีนาคา พาฮาลแกม กุลมาร์ค ทะเลสาบดาล
• วันที่ 19 - 23 ตุลาคม 2560
• วันที่ 8 - 12 ธันวาคม 2560
ทัวร์เฉิงตู ง้อไบ้
ทัวร์ศรีลังกา
ทัวร์ไหว้พระพิฆเนศ
ทัวร์คุนหมิง แชงกรีล่า
ทัวร์อินเดีย เนปาล
• INDIA-15 : ทัวร์อินเดีย เนปาล พุทธคยา ราชคฤห์ กุสินารา ลุมพินี สาวัตถี แม่น้ำคงคา พารานสี (บินตรงพุทธคยา)
• วันที่ 3 - 10 ธันวาคม 2560
• วันที่ 27 ธันวาคม - 3 มกราคม 2561
ทัวร์ศรีลังกา
ทัวร์บาหลี บุโรพุทโธ
ทัวร์น้ำตกเต๋อเทียน
ทัวร์ฮาร์บิ้น
บริษัท โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์ จำกัด โทร. 0-2969 3664, 0-2949 5134-39 แฟ็กซ์ 0-2944 0825
เลขที่ 23/121 ซอยนวมินทร์ 161 ถ.นวมินทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230 (ใบอนุญาตเลขที่ 11/5028)
เจาะลึก...ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติ กับโอเชี่ยนสไมล์ทัวร์