สถานที่ท่องเที่ยว โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์
ทัวร์ซาปา เดียนเบียนฟู







• ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศศรีลังกา
• เมืองโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา (มรดกโลก)

สระน้ำพระเจ้าปรากรมพาหุ

พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช

พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ
พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช เมืองเก่าโปโลนนารุวะ
พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช
พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช เมืองเก่าโปโลนนารุวะ
พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช
• เมืองโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา
• โปโลนนารุวะ ใช้เวลาเดินทางระยะทางจากมหิตตาเลเพียง 89 กิโลเมตร
• ประวัติความเป็นมาของเมืองโปโลนนารุวะ
• ตั้งแต่ปีพ.ศ. 1598-1779 นับเป็นสมัยโปโลนนารุวะ กษัตริย์ที่ทำให้ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ พระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1598-1653 เดิมทีนั้น พระเจ้าวิชัยพาหุทรงปกครองอาณาจักรโรหณะอยู่ก่อนแล้ว เมื่อทรงเห็นว่าลังกาตกอยู่ในสภาพถูกรุกรานต้องระส่ำระสายไม่เป็นอันพัฒนาประเทศ ก็ทรงรวบรวมกำลังชาวลังกาทั้งหมด เรียกร้องให้ผนึกกำลังกันครั้งใหญ่ โดยไม่แบ่งแยกชาวอาณาจักรเหมือนเมื่อก่อน เพื่อให้ทุกคนสำนึกในความเป็นชาติเดียวกัน เพื่อจะได้สู้รบกับคนต่างชาติคือกองทัพโจฬะซึ่งครอบงำลังกาในยุคนั้น ก็ได้ถูกชาวสิงหลโดยการนำของพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 ขับไล่จนต้องพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด
• หลังจากเอาชนะข้าศึกได้แล้ว พระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 ก็ทรงสถาปนาเมืองโปโลนนารุวะเป็นราชธานี ด้วยทรงเห็นว่าสถานที่ตั้งของเมืองนี้มีความเหมาะสมที่จะเป็นเมืองหลวงกว่าเมืองอนุราธปุระหลายประการ ที่สำคัญคือมีความเหมาะสมทางด้านยุทธศาสตร์ เพราะอยู่ห่างจากภาคเหนือของเกาะ ไม่ล่อแหลมต่อการถูกรุกรานจากอินเดียตอนใต้ ทรงสร้างราชวังใหม่ที่เมืองโปโลนนารุวะ มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง มีการส่งราชฑูตไปบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา มาประดิษฐานไว้ที่เมืองโปโลนนารุวะ
• ต่อมาในสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ได้ยึดครองอาณาจักรโปโลนนารุวะได้ทั้งหมด ทรงครองราชย์ระหว่างปีพ.ศ.1696-1729 ทรงเป็นกษัตริย์มหาราช ในด้านต่างๆ คือ
1.ทางด้านศาสนา ทรงสร้างวิหารประดิษฐานพระธาตุเขี้ยวแก้ว ที่เมืองโปโลนนารุวะ เป็นวิหารทรงกลม สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สุดในลังกา สร้างวิหารลังกาดิลกอันสะท้อนศิลปะแบบฮินดู แกะสลักพระพุทธรูปที่กัลวิหาร
2.ทางอารยธรรม ทรงสร้างพระราชวังที่ใช้ทองคำฉาบพื้นพระราชวัง ภายในมีห้อง 1000 ห้อง สูง 7 ชั้น ทรงสร้างป้อมพระนคร สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน สวนสาธารณะ
3.ทางด้านชลประทาน ทรงสร้างเขื่อน 168 แห่ง ขุดคลอง 3,910 คลอง สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 2,376 แห่ง อ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดกินเนื้อที่ถึง 5,940 เอเคอร์
• ระหว่างปี พ.ศ. 1745-1751 เมืองโปโลนนารุวะก็ถูกทหารทมิฬทำลายอีกครัง ลังกาในช่วงเวลานี้ ตกเป็นฝ่ายรับมือข้าศึกจนไม่เป็นอันพัฒนาบ้านเมืองได้เลย จนเรียกได้ว่าเป็นจุดจบของอาณาจักรโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา

วิหารวฏะทาเค

วิหารวฏะทาเค

วิหารวฏะทาเค

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

วิหารวฏะทาเค

วิหารวฏะทาเค

วิหารวฏะทาเค
วิหารวฏะทาเค เมืองเก่าโปโลนนารุวะ
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ ศรีลังกา
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ ศรีลังกา
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ ศรีลังกา
วิหารวฏะทาเค เมืองเก่าโปโลนนารุวะ
วิหารวฏะทาเค เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

• สถานที่และโบราณสถานที่สำคัญในเมืองโปโลนนารุวะ
• สัตตมหาปราสาท : เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมทึบก่อด้วยอิฐซ้อนกันขึ้นไปรวม 7 ชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มตรงกลาง 1 ซุ้ม ภายในซุ้มมีรูปเทวดาปูนปั้นยืนอยู่ด้วยท่าตริภังค์ (เอียงสะโพก) และยกมือข้างหนึ่ง สัตตมหาปราสาทแห่งนี้ เป็นอาคารที่มีรูปทรงแปลก มีเพียงแห่งเดียวในเกาะลังกา (แต่ในเมืองไทยมีอยู่หลายแห่ง เช่น เจดีย์วัดกู่กุด หรือวัดจามเทวี จ.ลำพูน และเจดีย์วัดป่าสัก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย) ชั้นล่างของสัตตมหาปราสาทยังมีร่องรอยของการก่อสร้างอิฐเป็นรูป 8 เหลี่ยม แล้วจึงสร้างเจดีย์สี่เหลี่ยมครอบทับภายหลัง อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ได้รับอิทธพลมาจากความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายาน
• โบราณสถานแห่งนี้ยังไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง และมีชื่อเดิมว่าอะไร จึงเรียกชื่อตามลักษณะที่ปรากฏ สถาปัตยกรรมแบบนี้คล้ายกับหอสูง(Ziggurat) ที่เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ได้รับอิทธพลมาจากแอสซีเรีย (Assyria ) และ บาบิโลน(Babylon) ลักษณะทั่วไป มีรูปทรงซ้อนกันเป็นชั้นๆหลายชั้นเป้นรูปปิรามิด ชั้นล่างสุดจะมีขนาดใหญ่สุด ชั้นบนจะมีขนาดเล็กลงตามลำดับ
ลักษณะของสัตตมหาปราสาท สร้างขึ้นตามกฏเกณฑ์ “ศาสตระ” เป็นศาสนสถานที่จำลองภาพเขาพระสุเมรุ สร้างเป้นชั้นรวม 7 ชั้น คล้านกับรูปแบบของสถาปัตยกรรมศิลปะขอมแบบนครวัดในประเทศกัมพูชา
• กัลวิหาร : แปลว่า วิหารหิน หรือ อารามหิน เดิมชื่อ อุตตราราม สร้างโดยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ใน พ.ศ. 1696 – 1729 เป็นวิหารที่สลักบนวิหารหินแกรนิต โดยสลักเป็นพระพุทธรูป 4 องค์เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน
• องค์แรก เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิ มีขนาดใหญ่ ขัดสมาธิราบ ครองจีวรริ้ว เป็นริ้วคู่ขนานกันเป็นคู่ๆ ที่ฐานของพระพุทธรูปสลักเป็นรูปสิงห์นั่งสลับกับวัชระหรือสายฟ้า ด้านหลังของพระพุทธรูปสลักเป้นภาพอาคารเลียนแบบเครื่องไม้ มีตัวมกรและอาคารย่อส่วนขนาดเล็กวางซ้อนกันขึ้นไป
• องค์ที่สอง เป็นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ มีขนาดเล็กกว่าองค์แรกสลักไว้ในถ้ำที่ขุดเจาะเข้าไปในภูเขา ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ มีเทวดาอยู่ทั้งสองข้าง พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะปาละ พระพุทธรูปประทับนั่งบนฐานบัวคว่ำบัวหงายแบบปาละ
• องค์ที่สาม พระพุทธรูปประทับยืนในท่าที่ใช้พระหัตถ์ทั้งสองขึ้นไขว้กันในระดับพระอุระ(หน้าอก) ที่เรียกว่า ”พระพุทธรูปปางรำพึง” มีความสูงถึง 7 เมตร
• องค์ที่สี่ สลักเป้นพระพุทธรูปนอน ปางเสด็จดับขันธปรินิพพาน สลักจากภูเขา มีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น มความยาวถึง 14 เมตร ทรงประทับนอนตะแคงขวา วางพระกรราบ พระเศียรหนุนอยู่บนพระเขนย(หมอน) รูปทรงกระบอกยาว พระกรงอเข้าหาลำตัว พระหัตถ์ขวาวางราบบนพื้น พระหัตถ์ซ้ายวางราบไปกับลำตัว ปลายพระบาททั้งสองข้างสนิทกันซ้อนพอดี
เดิมมีวิหารก่ออิฐปกคลุ่มอยู่โดยรอบพระพุทธรูปทั้ง 4 องค์ มีร่องรอยของอาคารปรากฏอยู่ เป็นแนวฐานก่อด้วยอิฐ
• อาฬาหนะปริเวณ : สร้างโดยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 มหาราช (พ.ศ. 1696 – 1729) มีความสำคัญมาก มีโบราณสถานตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ได้แก่
• เจดีย์รังโกตเวเหระ สร้างโดย พระเจ้านิสสังกมัลละ (พ.ศ. 1730 – 1739) เป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโปโลนนารุวะ สูงกว่า 55 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 54 เมตร คำว่า รังโกตเวเหระ แปลว่า เจดีย์ที่มียอดเป็นทอง เจดีย์มีรูปทรงเป็นบาตรคว่ำหรือทรงฟองน้ำ แบบเดียวกับเจดีย์รุวันเวลิที่เมืองอนุราชปุระ
• เจดีย์กิริเวเหระ เชื่อกันว่าสร้างโดยพระมเหสีของพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช มีพระนามว่า “สุภัทธา” เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ มีขนาดสูงใหญ่ที่ฐานมีลวดลายประดับเป็นลาบลวดบัว 3 ชั้น ส่วนบัลลลังก์ที่อยู่เหนือองค์ระฆังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีลวดลายขัดแตะ และลายธรรมจักรประกอบ เหนือบัลลังก์มีก้านฉัตรรองรับปล้องไฉนเป็นชั้นๆลดหลั่นกันขึ้นไปจนถึงปลียอด (ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงมีพระดำริเอาไว้ว่า “เจดีย์แห่งนี้มีรูปแบบลักษณะคล้ายคลึงกันมากกับพระบรมธาต์เจดีย์ที่วัดพระมหาธาต์วรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช”) นักโบราญคดี ได้ขุดค้นพบสุสานฝังศพ ส้วม ลานอาบน้ำ และโรงพยาบาลในบริเวณวัดแห่งนี้ในปี พ.ศ.2526
• พัทธสีมาปราสาท เป็นวิหารที่ใช้สำหรับการประชุมของพระสงฆ์เพทาอประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ มีอาสนะของพระประธาน คณะสงฆ์หรือเจ้าอาวาส วางอยู่ตรงกลางของตัวอาคารวิหาร บริเวณโดยรอบจะมีกุฏิของพระสงฆ์หลายหลังตั้งอยู่
• วิหารลังกาดิลก : สร้างด้วยอิฐถือปูน มีความยาว 52 เมตร กว้าง 18 เมตร สูง 17.50 เมตร ภายในห้องขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ท้ายสุดของห้องด้านใน มีร่องรอยของจิตกรรมฝาผนังที่งดงาม อยู่ทั้งสามด้านของห้อง มีพระพุทธรูปปางประทับยืน ขนาดใหญ่เป็นพระประธานในวิหารแต่เศียรของพระได้สูญหายไปแล้ว ผนังด้านนอกของวิหารจะพบอัฒจันทร์และทวารบาล และสลักจากหินเป็นลวดลายคล้ายกับที่เมืองอนุราชปุระ พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราชทรงสร้างวิหารแห่งนี้ และพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 4 ทรงบูรณะ (พ.ศ. 1813 – 1815) ภายในห้องที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน มีการก่อผนังเป็น 2 ชั้น มีทางเดินโดยรอบสำหรับเดินประทักษิณได้ ด้านหน้าของวิหารลังกาดิลก มีมณฑป ที่เอาไว้เป็นศาลาสำหรับเล่นดนตรีประกอบพิธีกรรมต่างๆ
• วิหารติวังกะ: เป็นโบราณสถานที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในบริเวณวัดเชตวัน วิหารติวังกะ หรือวิหารเหนือสร้างโดยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ปัจจุบันคงเหลือแต่วิหารที่สร้างด้วยอิฐ หลังคาได้พังไปหมดแล้ว วิหารติวังกะนี้ น่าสนใจและน่าศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างศิลปะลังกา กับศิลปะไทยสมัยสุโขทัยได้เป็นอย่างดี
• พระพุทธรูปปางประทับยืน : ก่อด้วยอิฐ สูงประมาณ 11 เมตร เป็นพระพุทธรูปบยืนด้วยอาการตริภังค์ (ตริภังค์ แปลว่า โค้งสามส่วน หักสามส่วน หรือ งอสามส่วน หมายความถึง ประติมากรรมที่แสดงการยืนโดยเอียงหรืองอ 3 ส่วน คือ คอ ไหล่ และสะโพก) ในการเอียงด้วยท่านี้ คอกับสะโพกจะเอียงไปในทิศทางตรงกันข้าม ทำให้ลำตัวพริ้วไหวดูสวยงาม
• ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในด้านขวามือใกล้กับพระประธาน เป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึง ประทับบนบันไดด้วยอาการตริภังค์ มีกรดกั้น คล้ายคลึงกับภาพปูนปั้นบนฝาผนังมณฑปวัดตระพังทองหลาง จ.สุโขทัย รวมถึงภาพเทพชุมนุม ซึ่งทรงเครื่องประดับตกแต่งทั้งศิราภรณ์กรองศอ พาหุรัด และทองกร คล้ายคลึงกับภาพสลักบนแผ่นหินที่พบบริเวณเพดานของอุโมงค์วัดศรีชุม ภายนอกของวิหารประดับด้วยภาพปุนปั้น เป็นรูปคนแคระกับสิงโตจำนวนมาก ส่วนใหญ่แสดงท่าทางที่เป้รธรรมชาติ ทางด้านทิศเหนือจะมีภาพเทวดา แสดงอาการอมยิ้มอย่างมีเมตตา แบบเดียวกับซฃศิลปะสุโขทัย
• ศิวะเทวาลัย : มีอายุราว 800 ปีเศษ เป็นช่วงที่ราชวงศ์ปาณฑยะกำลังรุ่งเรืองในดินแดนภาคใต้ ฝีมือในการแกะสลักหินที่นี่มีความสวยงามและมีความสมบูรณ์แบบไปซะทุกส่วนประตูทางด้านหน้า 2 ข้างจะมีทวารบาลยกขาขึ้นข้างหนึ่งแสดงว่าเป็นศิลปะอินเดียใต้อย่างแท้จริง
• วิหารถูปาราม : ศาสนสถานในศาสนาพุทธ ไม่ทราบว่าผู้ใดสร้างได้รับการอนุรักษ์ได้ดีที่สุดในโปโลนนารุวะมีความแข็งแรงและสวยงามหลังคาเป็นรูปโค้งแบบกระทะคว่ำที่เรียกว่า “เคทิเค”หลังคาอยู่ภายในค่อนข้างมืดทึบมีพระพุทธรูปสลักหินอยู่หลายองค์ด้วยกันมีประตูเข้าด้านหน้าเพียงทางเดียวมีพื้นที่ประมาณ 16 ตารางเมตรไม่กว้างขวางนักมีฝาผนังสูงก่อด้วยอิฐมีความหนาถึง 2.10 เมตร ส่วนยอดของอาคารมีการประดับตกแต่งลวดลายดอกบัว
• วิหารวฏะทาเค : เป็นรูปทรงแบบลอมฟางมีเสาหินเรียงรายอยู่ 3 แถวโดยรอบแต่เดิมมีหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องครอบอยู่ ตรงกลางเป็นเจดีย์ทรงกลม มีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่หน้าเจดีย์ทั้ง 4 ด้านพระพุทธรูปครองจีวรเรียบไม่มีริ้ว บนพระเศียรไม่มีขมวดพระเกศาองค์เจดีย์ทำด้วยอิฐ และหินมีการสลักลวดลายอย่างสวยงามประกอบอยู่บริเวณฐานและผนังเป็นลายสิงโต คนแคระ ดอกไม้ และพันธ์พฤกษาต่างๆทางด้านเหนือมีมุขขนาดเล็กสร้างปรากฎอยู่ สันนิษฐานว่าสร้างโดยพระเจ้านิสสังกมัลละเมเติมขึ้นภายหลัง ส่วนทวารบาลสลักหินที่อยู่ด้านทิศตะวันออกของเจดีย์แห่งนี้เป็นทวารบาลที่สลักได้งดงามที่สุดในศิลปะแบบโปโลนนารุวะ เป็นรูปมนุษย์นาค(ผู้ชายมีนาคแผ่พังพานอยู่ด้านหลัง) มือซ้ายถือดอกบัวมือ ขวาถือหม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์(ปูรณฆฏะ)และมีคนแคระ 2 คนยืนอยู่สองข้างยกแขนขึ้นทั้งสองแขนอยู่ในแผ่นสลักหินชิ้นเดียวกันตรงกันข้ามจะมีอาคารรูปสี่เหลี่ยมชื่อว่า “ ฮาตะทาเค ”เคยเป็นสถานที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว เพราะฉะนั้นลานแห่งนี้จึงเรียกว่าลานพระเขี่ยวแก้วซึ่งจะมีกลุ่มโบราณสถานสำคัญรวม 12 แห่งมีประตูทางเข้าทางทิศตะวันออกมีอ่างน้ำขนาดยาวอยู่หนึ่งใบเอาไว้ล้างเท้าก่อนจะขึ้นไปบนลานอันศักดิ์สิทธิ์ ฮาตะทาเคนี้สร้างในสมัยพระเจ้านิสสังกมัลละมีกำแพงหินล้อมรอบ ตัววิหารก็สร้างด้วยหินภายในเป็นห้องรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสมีพระพุทธรูยืน 3 องค์ประดิษฐานอยู่มีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า ที่ผนังของมุขด้านหน้ามีอักษรจารึกเรื่องราวของพระเจ้านิสสังกมัลละและมีภาพหงส์สลักยาวเป็นแนวอยู่ด้วย ประตูทางเข้าจะประดับด้วยรูปนักฟ้อนรำนักดนตรี ทำจากปูนปั้นหน้าบันไดทางขึ้นจะมีทวารบาลและอัฒจันทร์อยู่ด้วย วิหารนี้แต่เดิมเป็น 2 ชั้น แต่ชั้นบนเป็นไม้ได้พังไปหมดแล้ว
• อาตะคาเท : เคยเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วของเมืองโปโลนารุวะ บางครั้งจึงเรียกว่า “วิหารพระเขี้ยวแก้ว” สร้างโดยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 (พ.ศ. 1598 – 1653) เปฌนอาคาร 2 ชั้นประดิษฐานพระพุทธรูปบริเวณด้านหลัง พระเขี้ยวแก้วคงจะประดิษฐานอยู่ชั้นบนด้านหน้า ซึ่งสร้างด้วยไม้ ปัจจุบันได้หักพังทลายไปหมดแล้ว ภาพสลักบนเสาหินทำเป็นลวดลายเล่าเรื่องราวต่างๆ ถือเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในวิหารนี้ ซึ่งยังคงรักษาอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบบคุปตะไว้ได้เป็นอย่างดี ด้านหังวิหารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีมุขเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยื่นยาวออกมาทางด้านหน้า คำว่า “อาตะทาเค” หมายถึง วิหารของพระเขี้ยวแก้ว 8 องค์
• นิสสังกลดามณฑป : สร้างโดยพระเจ้านิสสังกมัลละ (พ.ศ. 1730-1739) เป็นอาคารขนาดเล็ก สร้างด้วยหิน ตั้งอยู่ในเขตรั้วหินที่สลักเลียนแบบเครื่องไม้ หลังคาได้พังไปหมดแล้ว เหลือแต่เสาหินภายในอาคารซึ่งสลักเป็นรูปก้านดอกบัว บัวหัวเสาสลักเป็นรูปดอกบัวกำลังแย้ม บริเวณตรงกลางวิหารจะมีพระเจดีย์เล็กๆ ตั้งอยู่ภายใน ซึ่งเป็นสถานที่พระเจ้านิสสังกมัลละ เสด็จมาทรงฟังพระภิกษุสงฆ์สวดพระปริตร
• คัลโปตะ : เป็นจารึกบนแผ่นหินสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่สุดในลังกา สร้างโดยพระเจ้านิสสังกมัลละ(ต้นพุทธศตวรรษที่ 18) ยาว 8 เมตร กว้าง 4.25 เมตร จารึกเรื่องราวเกี่ยวกับการอธิบายถึง การยกทัพไปรุกรานอินเดียของพระเจ้านิสสังกมัลละ และสัมพันธภาพของพระองค์กับเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้านหลังของแผ่นหินจารึก สลักภาพคชลักษมี หรือภาพพระพุทธเจ้าปางประสูติ และภาพแนวของหงส์ประกอบอยู่ด้วย
• โปตคุลวิหาร : หรืออนุสาวรีย์นักปราชญ์ เป็นรูปประติมากรรมขนาดใหญ่ สูงประมาณ 3.3 เมตร สลักอยู่บนหน้าผาหินขนาดย่อม อยู่ทางตอนใต้ของปรากรมสมุทธ (อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของพระเจ้าปรากรมพาหุ) หรือบางครั้งจะเรียกอีกอย่างว่าวัดใต้

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ ศรีลังกา
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา
เมืองโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา
เมืองเก่าโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา
เมืองโปโลนนารุวะ
พระพุทธรูปยืน กัลวิหาร (วิหารหิน) หรือ อุตตราราม เมืองเก่าโปโลนนารุวะ
กัลวิหาร (วิหารหิน) หรือ อุตตราราม เมืองเก่าโปโลนนารุวะ
พระพุทธรูปนั่ง กัลวิหาร (วิหารหิน) หรือ อุตตราราม เมืองเก่าโปโลนนารุวะ
กัลวิหาร (วิหารหิน) หรือ อุตตราราม เมืองเก่าโปโลนนารุวะ
อ่างเก็บน้ำเมืองโปโลนนารุวะ
อ่างเก็บน้ำเมืองโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

เมืองเก่าโปโลนนารุวะ

ซากเมืองเก่าโปโลนนารุวะ

กัลวิหาร อุตตราราม

วิหารวฏะทาเค

วิหารวฏะทาเค

กัลวิหาร อุตตราราม

กัลวิหาร อุตตราราม
ศรีลังกา ทัวร์ศรีลังกา เที่ยวศรีลังกา ประเทศศรีลังกา
• ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศศรีลังกา
ศรีลังกา
• ศรีลังกา ประเทศศรีลังกา เป็นเกาะเล็กๆ รูปร่างคล้ายไข่มุก หรือลูกแพร์ สำหรับคนไทย ศรีลังกาเป็นเหมือนญาติสนิท ช่วยเหลือกันมาตั้งแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน
ศรีลังกา
• ตอนที่ 1 ศรีลังกา อนุราธปุระ เจดีย์รุวันเวลิ เจดีย์ถูปาราม ทริปเที่ยวศรีลังกา 5 วัน 4 คืน เก็บรูปและข้อมูลท่องเที่ยวมาฝาก
วัดพระเขี้ยวแก้ว
• วัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ พระเขี้ยวแก้ว เป็นสมบัติอันล้ำค่าสำหรับชาวพุทธศรีลังกา ประดิษฐานอยู่ในผอบและอยู่ในเจดีย์อีก 4 ชั้นที่วัดพระเขี้ยวแก้ว (วัดดาลดา มัลลิกาวะ)
ทัวร์ศรีลังกา
• ตอนที่ 2 ทัวร์ศรีลังกา โปโลนนารุวะ สิกิริยา พระราชวังลอยฟ้า ทริปเที่ยวศรีลังกา 5 วัน 4 คืน เก็บรูปและข้อมูลท่องเที่ยวมาฝาก
ของฝากจากศรีลังกา
• ของฝากจากศรีลังกา ร้านขายของที่ระลึกศรีลังกามีมากมาย เช่น พวงกุญแจ แม็กเน็ท หน้ากาก ผ้าบาติก งานแกะสลักไม้ ใบชา อัญมณีต่างๆ
เที่ยวศรีลังกา
• ตอนที่ 3 เที่ยวศรีลังกา ถ้ำดัมบุลลา เมืองแคนดี้ ระบำศรีลังกา ทริปเที่ยวศรีลังกา 5 วัน 4 คืน เก็บรูปและข้อมูลท่องเที่ยวมาฝาก
ระบำศรีลังกา
• ระบำศรีลังกา เป็นการผสมผสานกันระหว่างระบำพื้นเมืองแบบดั้งเดิมกับระบำร่วมสมัย ซึ่งหาชมทั่วๆ ไปได้ยาก ลีลาท่วงท่าของระบำสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของความเป็นศรีลังกา
ประเทศศรีลังกา
• ตอนที่ 4 ประเทศศรีลังกา วัดพระเขี้ยวแก้ว โคลัมโบ วัดคงคาราม ทริปเที่ยวศรีลังกา 5 วัน 4 คืน เก็บรูปและข้อมูลท่องเที่ยวมาฝาก
ทัวร์โปรโมชั่น
โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์
• สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวทางไลน์... @oceansmiletour หรือ โทร. 0-2969 3664, 0-2949 5134-39
• โปรแกรมทัวร์แนะนำ
ทัวร์ฮานอย ฮาลองเบย์ ซาปา
ทัวร์แคชเมียร์
• INDIA-541 : ทัวร์แคชเมียร์ ศรีนาคา พาฮาลแกม กุลมาร์ค ทะเลสาบดาล
• วันที่ 24 - 28 พ.ค., 10 - 14 ส.ค. 2560
• วันที่ 8 - 12 ก.ย., 19 - 23 ต.ค. 2560
ซาปา เดียนเบียนฟู
ทัวร์คานาสือ
ทัวร์นครวัด
• KHM-1 : นครวัด นครธม บันทายสรี พนมกุเลน ล่องเรือโตนเลสาบ
• วันที่ 8 - 10 กรกฏาคม 2560
• วันที่ 12 - 14 สิงหาคม 2560
ทัวร์ทิเบต
ทัวร์ศรีลังกา
ทัวร์จางเจียเจี้ย
ทัวร์ศรีลังกา
ทัวร์กุ้ยหลิน
ทัวร์ดาลัด
ทัวร์เส้นทางสายไหม
ทัวร์ภูฏาน
ทัวร์เลห์ลาดัก
ทัวร์พุกาม มัณฑะเลย์
แคชเมียร์ เลห์ลาดัก
บริษัท โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์ จำกัด โทร. 0-2969 3664, 0-2949 5134-39 แฟ็กซ์ 0-2944 0825
เลขที่ 23/121 ซอยนวมินทร์ 161 ถ.นวมินทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230 (ใบอนุญาตเลขที่ 11/5028)
เจาะลึก...ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติ กับโอเชี่ยนสไมล์ทัวร์