เมืองสาวัตถี
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย
เมืองสาวัตถีในสมัยพุทธกาล
เมืองสาวัตถีเป็นเมืองหนึ่งในจำนวน ๖ เมืองที่ยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรืองที่สุด
เป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งในจำนวน ๑๖
แคว้นในสมัยพุทธกาล และเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่อีกแคว้นหนึ่งใน
๔ แคว้น แคว้นโกศลมีความยิ่งใหญ่ในด้านการปกครอง เป็นศูนย์กลางในการติดต่อกับแคว้นต่างๆ
ทางตอนเหนือเช่น มคธ กาสี กุรุ วัชชี ต่อมาแคว้นโกศลได้ผนวกแคว้นกาสีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
รวมทั้งยังปกครองแคว้นสักกะซึ่งเป็นเมืองพุทธบิดาอีกด้วย
พระบรมศาสดาได้เสด็จจาริกสู่เมืองสาวัตถี เพื่อโปรดมหาชนเป็นครั้งแรกเมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลนิมนต์
และได้จำพรรษาถึง ๒๕ พรรษา ทรงประทับอยู่จำพรรษาในวัดพระเชตวันมหาวิหารมหาวิหารของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
๑๙ พรรษาและวัดบุพพารามของนางวิสาขา ๖ พรรษา ทั้งนี้เป็นเพราะเศรษฐีและนางวิสาขาศรัทธาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา
และมีอุปการะคุณต่อพระภิกษุสงฆ์นานับประการ
สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถีถึง
๒๕ พรรษา เพราะเหตุการณ์ในเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งพระองค์เลือกเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาครั้งแรกนั้น
พระเจ้าพิมพิสารถูกพระโอรสคือพระเจ้าอชาตศัตรู แย่งชิงราชสมบัติ
เพราะหลงเชื่อพระเทวทัต บ้านเมืองไม่อยู่ในภาวะปกติ ประกอบกับพระพุทธองค์ได้รับความอุปถัมภ์จากพระเจ้าปเสนทิโกศลกษัตริย์แห่งกรุงสาวัตถี
และพระนางมัลลิกาเอกอัครมเหสี ทั้งสองพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธองค์อย่างยิ่ง
และพระพุทธองค์ได้บุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญที่สุดในฝ่ายอุบาสกคือ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้บริจาคทรัพย์ ๕๔๐ ล้านสร้างวัดพระเชตวันมหาวิหาร
และฝ่ายอุบาสิกาคือ นางวิสาขามหาอุบาสิกา ผู้บริจาคทรัพย์
๒๗๐ ล้านสร้างวัดบุพพาราม รวมทั้งพระราชาและชาวเมืองได้ถวายความอุปถัมภ์แก่พระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ในด้านอื่น
ๆ อีกหลายประการ พระพุทธศาสนาจึงตั้งมั่นแพร่หลายในแคว้นโกศล
เพราะพระราชาและชาวเมืองเป็นผู้มีศรัทธาเต็มเปี่ยม
สาวัตถี สาเหตุที่เมืองนี้ได้ชื่อว่า สาวัตถี เพราะที่ตรงนี้เคยเป็นที่อยู่ของท่านมหาฤาษีสาวัตถะ
มาก่อน สืบเนื่องมาจากกษัตริย์ต้นราชวงศ์ได้พาชาวเมืองอพยพมาตั้งบ้านเมืองใหม่
มาถึงที่อยู่ของท่านฤาษี เห็นภูมิประเทศที่เหมาะตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำแม่น้ำอจิระวดี
เหมาะแก่การสร้างเมือง จึงขอที่ตรงนั้นสร้างเมือง ท่านฤาษีอนุญาต
เมื่อสร้างเมืองเสร็จจึงตั้งชื่อเมืองว่า สาวัตถี เพื่อเป็นที่ระลึกและอนุสรณ์แก่ท่านฤาษี
เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นในกรุงสาวัตถี
๑.ทรงชนะจอมโจรองคุลิมาลเป็นชัยชนะลำดับที่ ๔ ในชัยชนะ ๘
อย่างที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ในชัยมงคลคาถา
๒.ทรงชนะสาวกเดียรถีย์ที่กล่าวตู่พระองค์ เป็นชัยชนะลำดับที่
๔ ในชัยชนะ ๘ อย่างที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ในชัยมงคลคาถา
๓.แผ่นดินสูบพระเทวทัต พระเทวทัตถูกลาภสักการะครอบงำ ต้องการปกครองคณะสงฆ์
จึงยุยงให้พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นบิดา
ส่วนท่านเองจะฆ่าพระพุทธเจ้า พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพ่อตาย
ภายหลังเกิดสำนึกผิด หันมานับถือพระพุทธศาสนาและได้ฟังธรรม
บำรุงพระพุทธศาสนาต่อมา
๔.พระเถรีปฏาจารา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า
เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายทางด้านทรงพระวินัย
๕.นางยักษิณีถวายสลากภัตร มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ......นางจึงนำอาหารเหล่านั้นไปถวายพระตามสลาก
จนเป็นบุญถวายสลากภัตรจนถึงทุกวันนี้
๖.พวกเดียรถีย์ใส่ความพระพุทธองค์และสาวก
๗.ทรงแสดงยมกปาฏิหารย์ ทำลายทิฏฐิของเหล่าเดียรถีย์ เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงราชคฤห์
ในช่วงปลายพุทธกาล ได้เกิดเหตุการณ์ที่พระเจ้าอชาตศัตรู
ทำปิตุฆาตปลงพระชนม์พระราชบิดาของพระองค์เอง ทำให้พระนางเวเทหิ
อัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลเสียพระทัยจนสิ้นพระชนม์ตามกันไป
พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงกริ้วพระเจ้าอชาตศัตรูมาก จึงสั่งยึดเมืองในแคว้นกาสีที่พระเจ้ามหาโกศลยกให้พระเจ้าพิมพิสารคืน
โดยทรงถือว่า ผู้ฆ่าพ่อไม่มีสิทธิ์ได้รับสมบัติพ่อ และได้ทำสงครามกัน
ผลัดกันแพ้ชนะ จนสุดท้ายพระเจ้าปเสนทิโกศลชนะ จับพระเจ้าอชาตศัตรูได้
แต่ไม่ประหารชีวิตเพราะเห็นแก่เป็นพระนัดดา แต่สั่งให้สละราชสมบัติแทน
และต่อมาก็ทรงให้พระเจ้าอชาตศัตรูกลับไปครองราชสมบัติอีกด้วยคงเห็นพระทัย
โดยในครั้งนั้นได้ทรงส่งพระราชธิดาของพระองค์ให้ไปอภิเษกด้วย
ทั้งสองแคว้นจึงกลัยมามีสัมพันธไมตรีกันอีกครั้ง ทำให้เมืองสาวัตถีและเมืองราชคฤห์กลับเป็นไมตรีกันจนสิ้นรัชกาลของพระปเสนทิโกศล
ในช่วงปลายรัชกาลพระเจ้าปเสนทิโกศล ถูกพระเจ้าวิฑูฑภะพระราชโอรสของพระองค์เองยึดอำนาจ
พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงม้าหนีไปเมืองราชคฤห์กับผู้ตามเสด็จอีกหนึ่งคน
โดยหวังให้พระเจ้าอชาตศัตรูช่วยเหลือเพื่อนำราชสมบัติคืน
แต่พระองค์เสด็จมาถึงเมืองราชคฤห์ในเวลากลางคืน ไม่สามารถเข้าประตูเมืองได้
ทำให้พระองค์เสด็จสวรรคตในคืนนั้นเองเพราะต้องประทับค้างแรมอยู่ข้างนอกที่มีอากาศหนาว
ในขณะที่พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยจากการหลบหนีและมีพระชนม์มากถึง
80 พรรษา เมื่อถึงเวลาเช้าพระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งพึ่งทราบข่าวจึงอัญเชิญพระศพไปถวายพระเพลิง
หลังจากพระเจ้าปเสนทิโกศลสวรรคตและหลังพระพุทธปรินิพพาน
พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธได้เริ่มทำสงครามยึดแว่นแคว้นต่างๆ
และได้กำจัดแคว้นวัชชีได้สำเร็จ และหลังจากกำจัดแคว้นวัชชีได้ไม่นาน
พระองค์จึงได้ยกทัพมายึดเมืองสาวัตถีไว้ในอำนาจได้สำเร็จ
เมืองสาวัตถี จึงสิ้นสุดความสำคัญในฐานะเมืองหลวงแห่งแคว้นโกศล
จากนั้นการค้า ฯลฯ อำนาจต่าง ๆ ได้ไปรวมศูนย์ที่เมืองราชคฤห์และสุดท้ายที่เมืองปาฏลีบุตรในฐานะเมืองหลวงแห่งแคว้น
แต่วัดเชตวันมหาวิหารยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญทางศาสนาอยู่
สาวัตถีภายหลังพุทธกาล
สิ้นสมัยของพระเจ้าปเสนทิโกศล อำนาจของแคว้นโกศลเริ่มถดถอย
ถึงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช วัดพระเชตวันมหาวิหารมหาวิหารยังคงเป็นสำนักที่ใหญ่โตและรุ่งเรือง
เมื่อหลวงจีนฟาเหียนมาถึงสาวัตถี (พ.ศ.๙๔๔๙๕๓) เมืองกลายเป็นเมืองร้าง
มีประชากรราว ๒๐๐ ครอบครัว แต่วัดพระเชตวันมหาวิหารยังคงเป็นสถานที่สำคัญอยู่
จากการขุดค้นสำรวจในยุคหลัง ได้พบหลักฐานแสดงชัดว่า วัดพระเชตวันมหาวิหารได้รับการบูรณะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่
หลังการมาของหลวงจีนฮวนฉางไม่นาน ก็ได้เป็นพุทธสถานที่สำคัญเรื่อยมา
จนถูกพวกมุสลิมเติร์กทำลายในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ จนเหลือเพียงซากในปัจจุบัน
สาวัตถีในปัจจุบัน
เมืองสาวัตถีในปัจจุบัน มีฐานะเป็นอำเภอหนึ่ง ทางภาคตะวันออกของรัฐอุตรประเทศ
ห่างจากลัคเนาว์ (Luknow) เมืองหลวงของรัฐอุตรประเทศ ประมาณ
๑๕๑ กิโลเมตร
จากการขุดค้น ได้พบหลักฐานบอกให้ทราบแน่ชัดว่า ซากที่เรียกว่า
สาเหต คือวัดพระเชตวันมหาวิหาร วัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสมัยพระพุทธกาล
และที่เรียกว่า มาเหต ได้แก่ตัวเมืองสาวัตถี ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ใกล้
ๆ กัน ซากตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งด้านทิศใต้ของแม่น้ำราปติ
(Rapti) หรืออจิราวดีในพุทธกาล ซากวัดพระเชตวันมหาวิหารตั้งอยู่ทางใต้ของตัวเมือง
ห่างจากกำแพงเมืองตอนที่อยู่ใกล้ที่สุดประมาณ ๑ กิโลเมตร
ซากของสาเหตุหรือวัดพระเชตวันมหาวิหารมหาวิหารมีเนื้อที่ประมาณ
๘๐ ไร่ ได้มีการขุดค้นสำรวจพบซากกุฏิน้อยใหญ่ วิหาร สถูปเจดีย์
ศาลาราย สระน้ำ ศาลาธรรมสภา และอื่น ๆ อีกมากมาย และมีต้นโพธิ์เรียกว่า
อานันทโพธิ์ ซึ่งนำเมล็ดมาจากต้นโพธิ์ที่พุทธคยา มาปลูกไว้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ไม่ประทับอยู่ที่วัดพระเชตวันมหาวิหาร
ส่วนตัวเมืองสาวัตถี มีเนื้อที่มากกว่านั้น แต่การขุดสำรวจยังทำได้ไม่มาก
ส่วนวัดบุพพารามนั้น ไม่มีซากปรักหักพังให้เห็น เพราะตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำจึงถูกแม่น้ำอจิรวดีพัดพังจมน้ำไปหมด
ปัจจุบันถึงแม้ว่า นครสาวัตถี วัดพระเชตวันมหาวิหาร วัดบุพพาราม
วัดราชิการาม จะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา จนเหลือแต่ซากปรักหักพังแล้วก็ตาม
ถึงกระนั้นก็ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ชาวพุทธที่ได้ไปเยือน
น้อมระลึกถึงศรัทธา อันแรงกล้าของท่านผู้สร้าง และน้อมถึงพระบรมศาสดา
และภิกษุสาวกสงฆ์ ผู้ได้พำนัก ณ เมืองแห่งนี้ น้อมระลึกถึงพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง
อันเป็นผลให้ผู้ฟังจำนวนมาก ได้เข้าถึงสวรรค์ และมรรคผลนิพพาน
เป็นอริยสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
สถานที่นี้เป็นสิ่งที่ชาวพุทธทุกท่านต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต
เพื่อระลึกนึกถึงนครแห่งนี้ นครแห่งพระพุทธเจ้า นครแห่งคนดี
นครสาวัตถี |
วัดเชตวันมหาวิหาร
ต้นอานันทโพธิ์ ต้นโพธิ์ซึ่งชาวพุทธนับถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับสองรองจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยาวัดเชตวันมหาวิหาร
หรือ วัดพระเชตวัน อารามของบิณฑิกเศรษฐีเป็นอารามที่สร้างโดยท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี บนที่ตั้งของเชตวัน หรือสวนเจ้าเชต
นอกเมืองสาวัตถี ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อมาด้วยเงินมากถึง
18 โกฏิ (ตามการนับค่าเงินในสมัยนั้น) วัดแห่งนี้นับว่าเป็นวัดและที่มั่นสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล
และเป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษามากที่สุดถึง 19 พรรษา
ปัจจุบันวัดเชตวันมหาวิหารเหลือเพียงซากโบราณสถาน ได้รับการบูรณะจากทางราชการอินเดียเป็นอย่างดี
ตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำราปติ (Rapti) นอกกำแพงเมืองสาวัตถีไปทางทิศใต้ประมาณ
1 กิโลเมตร ที่ ตำบลสะเหต (Saheth) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย
วัดเชตวันในสมัยพุทธกาล
พระมูลคันธกุฏี วัดเชตวัน สถานที่พระพุทธองค์ประทับจำพรรษานานที่สุดถึง
19 พรรษา เดิมวัดเชตวันเป็นพระราชอุทยานสำหรับเสด็จประพาสของเจ้าชายเชตราชกุมาร
เจ้าชายในราชวงศ์โกศลแห่งเมืองสาวัตถี เป็นพระราชอุทยานร่มรื่นนอกตัวเมืองหลวง
มีเนื้อที่ 80 ไร่
วัดเชตวันมหาวิหาร วัดที่อนาถบิณฑิกะสร้างถวายแต่ใช้ชื่อวัดของเจ้าของที่เดิม
เพราะวัดแห่งนี้เดิมเป็นที่ของเจ้าชายเชตราชกุมาร เศรษฐีเจ้าที่ดินในสมัยนั้น
ซึ่งอนาถบิณฑิกะซื้อต่อมาด้วยราคาที่แพงมหาศาลถึง 18 โกฏิ
(เจ้าเชตกำหนดให้นำเหรียญทองมาปูเต็มพื้นที่ ๆ ต้องการซื้อ)
และซ้ำยังต้องใช้ชื่อวัดเป็นชื่อของเจ้าเชตอีกด้วย จึงทำให้วัดนี้ได้นามตามเจ้าของเดิม
ในขณะที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีเจ้าของที่ผู้สร้างวัดถวายไม่สามารถใส่ชื่อของตนไปในนามวัดได้
โดยวัดแห่งนี้อนาถบิณฑกเศรษฐีได้สร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ สิ้นเงินไปอีก
18 โกฏิ
วัดแห่งนี้เป็นสถานที่เกิดเรื่องราวและพระสูตรสำคัญ ๆ
ในพระพุทธศาสนามากมายเช่น เรื่องของพระองคุลิมาล, นางปฏาจาราเถรี,
พระนางกิสาโคตมีเถรี, การถวายอสทิสทาน, เรื่องพระพุทธองค์ทรงดูแลภิกษุไข้,
พราหมณ์จูเฬกสาฏก, ทรงพยากรณ์สุบินนิมิต 16 ประการ, นางกาลียักษิณี,
นางจิญมาณวิกา ถูกแผ่นดินสูบ, พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ เป็นต้น
ในส่วนพระสูตรนั้นมีจำนวนมาก ที่รสำคัญ ๆ เช่น มหามงคลสูตร,
ธชัคคสูตร, ทสธัมมสูตร, สาราณียธรรมสูตร, อหิราชสูตร, เมตตานสังสสูตร,
คิริมานนทสูตร, ธัมมนิยามสูตร, อปัณณกสูตร, อนุตตริยสูตร,
พลสูตร, มัคควิภังคสูตร, โลกธัมมสูตร, ทสนารถกรณธัมมสูตร,
อัคคัปปทานสูตร, ปธานสูตร, อินทริยสูตร, อนริยสูตร และสัปปุริสธัมมสูตร
โดยทั้งหมดทรงแสดง ณ วัดเชตวันแห่งนี้
วัดเชตวันหลังการปรินิพพาน
วัดเวฬุวันได้รับการดูแลมาตลอด โดยเฉพาะมูลคันธกุฎีที่มีพระสงฆ์เฝ้าดูแลทำการปัดกวาดเช็ดถูปูลาดอาสนะและปฏิบัติต่อสถานที่
ๆ พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่ทุก ๆ แห่ง เหมือนสมัยที่พระพุทธองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่มิได้ขาด
โดยมีการปฏิบัติเช่นนี้ติดต่อกันจวบจนเมืองสาวัตถีตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธและเสื่อมความสำคัญลง
จนถูกเมืองสาวัตถีและวัดแห่งนี้ได้ถูกทิ้งร้างไป และสิ่งก่อสร้างถูกทิ้งกลายสภาพเป็นเนินดิน
และชื่อของสาวัตถีได้ถูกลืมไปจากอินเดีย
วัดเชตวันในปัจจุบัน สถานที่สำคัญๆ ที่พุทธศาสนิกชนในปัจจุบันนิยมไปนมัสการคือ
พระมูลคันธกุฎี ที่ได้ทำการขุดค้นปรับแต่งเป็นอย่างดี อานันทโพธิ์
ต้นโพธิ์ที่ปลูกโดยพระอานนท์ในสมัยพุทธกาล ต้นโพธิ์ต้นนี้ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์และยังคงเป็นยืนต้นมาจนปัจจุบัน
หมู่กุฏิพระมหาเถระ บ่อน้ำสรงสนานของพระพุทธองค์ เป็นต้น |