Maillist - oceansmile.com โอเชี่ยนสไมล์ ทัวร์ บริษัททัวร์
• ใบอนุญาตเลขที่ 11/5028
• ติดต่อเวปมาสเตอร์ •
โทร.089 770 9207 MSN :
gotothailand88@hotmail.com
• สารบัญเว็ป
ทัวร์ : หน้าแรกของเวบ
ทีมงานโอเชี่ยนสไมล์
ทัวร์โปรโมชั่น 2551
โครงการหลวงทั่วไทย
รวมเวปทัวร์ บริษัททัวร์
โรงแรม : รีสอร์ท
บอร์ดรูปท่องเที่ยว  
เพื่อนบ้านของเรา
สมุดเยี่ยมชม 
• ข้อมูลท่องเที่ยวใหม่
• มาดูเจ้าหางแดงแผลงฤทธิ์ โปรดระวังตัวไว้ด้วยครับ
• วิหารคาร์นัก มหาวิหารสี่พันปี
• พีระมิดกีซ่า สฟิงซ์
• แม่น้ำไนล์ โชว์ระบำหน้าท้อง
• อียิปต์
• ฟาโรห์ ตุตันคาเมน
• ทัวร์แม่ฮ่องสอน
• ผีตาโขน
• ดาลัด เมืองแห่งดอกไม้
• อุโมงค์กู่จี เวียดนามใต้
• มุยเน่ ทะเลทรายสีแดง
• นครโฮจิมินห์
• โปรแกรมทัวร์แนะนำ
• TOT 1 : มุกดาหาร - ลาว สะหวันนะเขต – เวียดนาม เว้ ดานัง ฮอยอัน ล่องเรือแม่น้ำหอม วัดเทียนมู่
• LAO 1 : ลาวใต้ ปราสาทวัดพู น้ำตกคอนพะเพ็ง แก่งหลี่ผี น้ำตกตาดผาส้วม
• LAO 2 : หลวงพระบาง วัดเชียงทอง ล่องแม่น้ำโขง ถ้ำติ่ง วังเวียง เวียงจันทน์
• LAO 4 : ทัวร์หลวงพระบาง วัดเชียงทอง ล่องแม่น้ำโขง พระราชวังหลวง
• TOT 18 : สิบสองปันนา – ลาว หลวงน้ำทา - จีน เชียงรุ่ง กาหลั่นป้า สิบสองปันนา (รถโค้ช)
• TOT 9 : เวียดนาม ฮานอย โฮจิมินห์ ฮาลองเบย์   
• KHM 1 : นครวัด นครธม ปราสาทบันทายสรี ล่องโตนเลสาป
• TOT 11 : ลาว สะหวันนะเขต ท่าแขก (คำม่วน) - เวียดนาม ล่องเรือถ้ำฟองยา เว้ วัดเทียนมู่ ฮอยอัน ดานัง ช้อปปิ้ง
• รูปมาฝากจากทริปทัวร์
• ลาวใต้ ปากเซ น้ำตกคอนพะเพ็ง 17-21 ก.ค. 51 : ปุ๋ม
• ฝ่ากระแส...บุกเขมร..ชมนครวัด นครธม 18-20 ก.ค. 51 : แก้ว
• ลาวใต้ ซิปแตก อิอิ 17 - 21 ก.ค. 51 : นักเดินทาง
• ฮานอย ฮาลอง ฮาเฮ 28 - 30 มิ.ย. 51 : นักเดินทาง
• รูป อียิปต์ ปิรามิดกีซ่า สุสานฟาโรห์ 17-22 มิ.ย. 51 : Mr.โจ้
• ปักกิ่ง กำแพงเมืองจีน 23-27 มิ.ย. 51 : เล็ก
• บอร์ดรวมรูปทริปวันวาน
(รวมรูปทริปต่างๆที่ผ่านมา..)
 
• อยากชวนเพื่อนๆ ร่วมโหวตกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทางด้านธรรมชาติ สำหรับประเทศไทย ได้รับเข้าไปเสนอชื่อ 3 สถานที่ คือเขาใหญ่ เกาะพีพี และอ่าวพังงา ร่วมด้วยช่วยกันนะครับ
• แนะนำที่พัก
• สวนเรือนแก้ว รีสอร์ท
บริการนำเที่ยว อุ้มผาง ล่องแก่ง น้ำตกทีลอซู
• มุมโฆษณา

• รถเช่า รถตู้ รถบัสปรับอากาศ •
บริการรถตู้ รถบัส ให้เช่า
ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่
ประวัตินักบุญแห่งล้านนา พระอริยสงฆ์ พระครูบาศรีวิชัย

     ครูบาศรีวิชัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปโดยเฉพาะในเขตล้านนาว่าเป็น "ตนบุญ" หรือ "นักบุญ" อันมีความหมายเชิงยกย่องว่าเป็นนักบวชที่มีคุณสมบัติพิเศษ อาจพบว่ามีการเรียกอีกว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัย พระครูบาศรีวิชัย ครูบาศีลธรรม หรือ ทุเจ้าสิริ (อ่าน"ตุ๊เจ้าสิลิ") แต่พบว่าท่านมักเรียกตนเองเป็น พระชัยยาภิกขุ หรือ พระศรีวิชัยชนะภิกขุ เดิมชื่อเฟือนหรืออินท์เฟือนบ้างก็ว่าอ้ายฟ้าร้อง เนื่องจากในขณะที่ท่านถือกำเนิดนั้นปรากฏฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ส่วนอินท์เฟือนนั้น หมายถึง การเกิดกัมปนาทหวั่นไหวถึงสวรรค์หรือเมืองของพระอินทร์ ท่านเกิดในปีขาล เดือน ๙ เหนือ(เดือน ๗ของภาคกลาง) ขึ้น ๑๑ ค่ำ จ.ศ.๑๒๔๐ เวลาพลบค่ำ ตรงกับวันอังคารที่ ๑๑ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๒๑ ที่หมู่บ้านชื่อ "บ้านปาง" ตำบลแม่ตืน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ท่านเป็นบุตรของนายควาย นางอุสา มีพี่น้องทั้งหมด ๕ คน มีชื่อตามลำดับ คือ ๑. นายไหว ๒. นางอวน ๓. นายอินท์เฟือน(ครูบาศรีวิชัย) ๔. นางแว่น ๕. นายทา
     ทั้งนี้นายควายบิดาของท่านได้ติดตามผู้เป็นตาคือ หมื่นปราบ (ผาบ) ซึ่งมีอาชีพเป็นหมอคล้องช้างของเจ้าหลวงดาราดิเรกฤทธิ์ไพโรจน์(เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ ๗ ช่วง พ.ศ.๒๔๑๔-๒๔๓๑)ไปตั้งครอบครัวบุกเบิกที่ทำกินอยู่ที่บ้านปาง บ้านเดิมของนายควายอยู่ที่บ้านสันป่ายางหลวง ทางด้านเหนือของตัวเมืองลำพูน
     ในสมัยที่ครูบาศรีวิชัยหรือนายอินท์เฟือนยังเป็นเด็กอยู่นั้น หมู่บ้านดังกล่าวยังกันดารมากมีชน กลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาว ปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) ในช่วงนั้นบ้านปางยังไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งเมื่อนายอินท์เฟือนมีอายุได้ ๑๗ ปีได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ครูบาขัติยะ (ชาวบ้านเรียกว่า ครูบาแฅ่งแฅะ เพราะท่านเดินขากะเผลก) เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านจึงนิมนต์ท่านให้อยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา ในช่วงนั้น เด็กชายอินท์เฟือนได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และเมื่ออายุได้ ๑๘ ปีก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่ อารามแห่งนี้โดยมีครูบาขัติยะเป็นพระอุปัชฌาย์ ๓ ปีต่อมา (พ.ศ. ๒๔๔๒) เมื่อสามเณรอินท์เฟือนมีอายุย่างเข้า ๒๑ ปี ก็ได้เข้าอุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่งจังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสมณะวัดบ้านโฮ่งหลวงเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายาในการอุปสมบทว่า สิริวิชโยภิกฺขุ มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย ซึ่งบางครั้งก็พบว่าเขียนเป็น สรีวิไชย สีวิไช หรือ สรีวิชัย
     เมื่ออุปสมบทแล้ว สิริวิชโยภิกขุก็กลับมาจำพรรษาที่อารามบ้านปางอีก ๑ พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษากัมมัฏฐานและวิชาอาคมกับครูบาอุปละ วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ต่อมาได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาวัดดอยคำอีกด้วย และอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นครูของครูบาศรีวิชัยคือครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวงซึ่งเป็นพระอุปฌาย์ของท่าน
     ครูบาศรีวิชัยรับการศึกษาจากครูบาอุปละวัดดอยแตเป็นเวลา ๑ พรรษาก็กลับมาอยู่ที่อารามบ้านปางจนถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ (อายุได้ ๒๔ ปี พรรษาที่ ๔) ครูบาขัติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป(บางท่านว่ามรณภาพ) ครูบาศรีวิชัยจึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส และเมื่อครบพรรษาที่ ๕ ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง จากนั้นก็ได้ย้ายวัดไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดีโดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดจอมสรีทรายมูลบุญเรือง แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน
     ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด โดยที่ท่านงดการเสพ หมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ตั้งแต่เมื่ออายุได้ ๒๖ ปี และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทเล็กน้อย บางทีก็ไม่ฉันข้าวทั้ง ๕ เดือน คงฉันเฉพาะลูกไม้หัวมันเท่านั้น นอกจากนี้ท่านยังงดฉันผักตามวันทั้ง ๗ คือ วันอาทิตย์ ไม่ฉันฟักแฟง, วันจันทร์ ไม่ฉันแตงโมและแตงกวา, วันอังคาร ไม่ฉันมะเขือ, วันพุธ ไม่ฉันใบแมงลัก, วันพฤหัสบดี ไม่ฉันกล้วย, วันศุกร์ ไม่ฉันเทา (อ่าน"เตา"-สาหร่ายน้ำจืดคล้ายเส้นผมสีเขียวชนิดหนึ่ง), วันเสาร์ ไม่ฉันบอน นอกจากนี้ผักที่ท่านจะไม่ฉันเลยคือ ผักบุ้ง ผักปลอด ผักเปลว ผักหมากขี้กา ผักจิก และผักเฮือด-ผักฮี้(ใบไม้เลียบอ่อน) โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดงดได้ การบำเพ็ญกัมมัฏฐานจะเจริญก้าวหน้า ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง ธาตุทั้ง ๔ จะเป็นปกติ ถ้าชาวบ้านงดเว้นแล้วจะทำให้การถือคาถาอาคมดีนัก
     ครูบาศรีวิชัยมีความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมะอันสูงสุดดังปรากฏจากคำอธิษฐานบารมีที่ท่านอธิษฐานไว้ว่า "...ตั้งปรารถนาขอหื้อได้ถึงธรรมะ ยึดเหนี่ยวเอาพระนิพพานสิ่งเดียว..." และมักจะปรากฏความปรารถนาดังกล่าวในตอนท้ายชองคัมภีร์ใบลานที่ท่านสร้างไว้ทุกเรื่อง อีกประการหนึ่งที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนา คือการที่ท่านเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพโดยพลังศรัทธาประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง ๕ เดือนเศษ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐ แต่เรื่องที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักกันใน ระยะแรกนั้นเกิดเนื่องจากการที่ท่านต้องอธิกรณ์ ซึ่งระเบียบการปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนานั้นให้ความสำคัญแก่ระบบหมวดอุโบสถ หรือ ระบบหัวหมวดวัด มากกว่า และการปกครองก็เป็นไปในระบบพระอุปัชฌาย์อาจารย์กับศิษย์ ซึ่งพระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งจะมีวัดขึ้นอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่งเรียกว่าเจ้าหมวดอุโบสถ โดยคัดเลือกจากพระที่มีผู้เคารพนับถือและได้รับการยกย่องว่าเป็น ครูบา ซึ่งหมายถึงพระภิกษุที่ได้รับความยกย่องอย่างสูง ดังนั้นครูบาศรีวิชัยซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้นจึงอยู่ในตำแหน่งหัวหมวดพระอุปัชฌาย์ โดยฐานะเช่นนี้ ครูบาศรีวิชัยจึงมีสิทธิ์ตามจารีตท้องถิ่นที่จะบวชกุลบุตรได้ ทำให้ครูบาศรีวิชัยจึงมีลูกศิษย์จำนวนมาก และลูกศิษย์เหล่านี้ก็ได้เป็นฐานกำลังที่สำคัญของครูบาศรีวิชัยในการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นแนวร่วมในการต่อต้านอำนาจจากกรุงเทพฯ เมื่อเกิดกรณีขัดแย้งขึ้นในเวลาต่อมา
     ส่วนสงฆ์ในล้านนาเองก็มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เนื่องจากมีการจำแนกพระสงฆ์ตามจารีตท้องถิ่นออกเป็นถึง ๑๘ นิกาย และในแต่ละนิกายนี้ก็น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์สืบต่อกันมาในแต่ละท้องที่ซึ่งมีอำนาจปกครองในสายของตน โดยผ่านความคิดระบบครูกับศิษย์ และนอกจากนี้นิกายต่าง ๆ นั้นยังเกี่ยวข้องกับชื่อของเชื้อชาติอีกด้วย เช่น นิกายเชียงใหม่ นิกายขึน (เผ่าไทขึน/เขิน) นิกายยอง (จากเมืองยอง) เป็นต้น สำหรับครูบาศรีวิชัยนั้นยึดถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกายยองซึ่งมีแนวปฏิบัติบางอย่างต่างจากนิกายอื่น ๆ มีธรรมเนียมที่ยึดถือคือ การนุ่งห่มที่เรียกว่า กุมผ้าแบบรัดอก สวมหมวก แขวนลูกประคำ ถือไม้เท้าและพัด ซึ่งยึดธรรมเนียมมาจากวัดดอยแตโดยอ้างว่า สืบวิธีการนี้มาจากลังกา การที่ครูบาศรีวิชัยถือว่าท่านมีสิทธิ์ที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตการถือปฏิบัติมาแต่เดิมนั้น ทำให้ขัดกับพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑(พ.ศ.๒๔๔๖) เพราะในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า "พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้ ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น" โดยถือเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงนั้น ๆ เป็นผู้คัดเลือกผู้ที่ควรจะเป็นอุปัชฌาย์ได้ และเมื่อคัดเลือกได้แล้วจึงจะนำชื่อเสนอเจ้าคณะผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯเพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป การจัดระเบียบการปกครองใหม่ของกรุงเทพฯนี้ถือเป็นวิธีการสลายจารีตเดิมของสงฆ์ในล้านนาอย่างได้ผล องค์กรสงฆ์ล้านนาก็เริ่มสลายตัวลงที่ละน้อยเพราะอย่างน้อยความขัดแย้งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นระหว่างสงฆ์ในล้านนาด้วยกันเอง ดังกรณี ความขัดแย้งระหว่างครูบาศรีวิชัยกับพระครูมหารัตนากรเจ้าคณะแขวงลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นต้น
     การต้องอธิกรณ์ระยะแรกของครูบาศรีวิชัยนั้นเกิดขึ้นเพราะครูบาศรีวิชัยถือธรรมเนียมปฏิบัติตามจารีตเดิมของล้านนา ส่วนเจ้าคณะแขวงลี้ซึ่งใช้ระเบียบวิธีปฏิบัติของกรุงเทพฯ ซึ่งเห็นว่าครูบาศรีวิชัยทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าคณะแขวงลี้ จึงถือว่าเป็นความผิด เพราะตั้งตนเป็นพระอุปัชฌาย์เองและเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน ครูบามหารัตนากรเจ้าคณะแขวงลี้กับหนานบุญเติง นายอำเภอลี้ได้เรียกครูบาศรีวิชัยไปสอบสวนเกี่ยวกับปัญหาที่ครูบาศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรโดยมิได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติ การจับกุมครูบาศรีวิชัยสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็น ๓ ช่วงเนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกือบ ๓๐ ปีและแต่ละช่วงจะมีรายละเอียดของสภาพสังคมที่แตกต่างกัน
อธิกรณ์ระยะแรก (ช่วง พ.ศ.๒๔๕๑ - ๒๔๕๓)
     การต้องอธิกรณ์ช่วงแรกของครูบาศรีวิชัยเป็นผลมาจากการเริ่มทดลองใช้กฎหมายของคณะสงฆ์ฉบับแรก (พ.ศ.๒๔๔๖) และเป็นการเริ่มให้อำนาจกับสงฆ์สายกลุ่มผู้ปกครองในช่วงพ.ศ.๒๔๕๓ นั้น บทบาทของครูบาศรีวิชัยในหมู่ชาวบ้านและชาวเขามีลักษณะโดดเด่นเกินกว่าตำแหน่งสงฆ์ผู้ปกครอง ดังจะเห็นว่าชาวบ้านมักนำเอาบุตรหลานมาฝากฝังให้ครูบาศรีวิชัยบวชเณรและอุปสมบท เมื่อความทราบถึงเจ้าคณะแขวงและนายอำเภอลี้ ทางการก็เห็นว่าครูบาศรีวิชัยล่วงเกินอำนาจของตน เจ้าคณะแขวงและนายอำเภอได้พาตำรวจควบคุมครูบาศรีวิชัยไปกักไว้ที่วัดเจ้าคณะแขวงลี้ได้ ๔ คืน จากนั้นก็ส่งครูบาศรีวิชัยไปให้พระครูบ้านยู้ เจ้าคณะจังหวัดลำพูนเพื่อรับการไต่สวน ซี่งผลก็ไม่ปรากฏครูบาศรีวิชัยมีความผิด หลังจากถูกไต่สวนครั้งแรกไม่นานนัก ครูบาศรีวิชัยก็ถูกเรียกตัวสอบอีกครั้งโดยพระครู มหาอินทร์ เจ้าคณะแขวงลี้ เนื่องจากมีหมายเรียกให้ครูบาศรีวิชัยนำลูกวัดไปประชุมเพื่อรับทราบระเบียบกฎหมายใหม่จากนายอำเภอและเจ้าคณะแขวงลี้ แต่ครูบาศรีวิชัยไม่ได้ไปตามหมายเรียกนั้น ซึ่งส่งผลทำให้เจ้าอธิการหัววัดที่อยู่ในหมวดอุโบสถของครูบาศรีวิชัยไม่ไปประชุมเช่นกัน เพราะเห็นว่าเจ้าหัวหมวดไม่ไปประชุม ลูกวัดก็ไม่ควรไป พระครูเจ้าคณะแขวงลี้จึงสั่งให้นายสิบตำรวจเมืองลำพูนไปควบคุมครูบาศรีวิชัยส่งให้พระครูญาณมงคลเจ้าคณะจังหวัดลำพูนจัดการไต่สวน ครั้งนั้น ครูบา ศรีวิชัยถูกควบคุมตัวอยู่ที่วัดชัยเมืองลำพูนถึง ๒๓ วัน จึงได้รับการปล่อยตัว
     ส่วนครั้งที่๓ ใน พ.ศ.เดียวกันนี้ พระครูเจ้าคณะแขวงลี้ได้สั่งให้ครูบาศรีวิชัยนำเอาลูกวัดเจ้าอธิการหัววัดตำบลบ้านปาง ซึ่งอยู่ในหมวดอุโบสถไปประชุมที่วัดเจ้าคณะแขวงตามพระราชบัญญัติที่จะเพิ่มขึ้น ปรากฏว่าครูบาศรีวิชัยมิได้เข้าประชุมอีก มีผลให้บรรดาหัววัดไม่ไปประชุมเช่นกัน เจ้าคณะแขวงและนายอำเภอลี้จึงมีหนังสือฟ้องถึงพระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ครูบาศรีวิชัยถูกควบคุมไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยเมืองลำพูนนานถึงหนึ่งปี พระครูญาณมงคลจึงได้เรียกประชุมพระครูผู้ใหญ่ในจังหวัดเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งในที่สุดที่ประชุมก็ได้ตัดสินให้ครูบาศรีวิชัยพ้นจากตำแหน่งหัวหมวดวัด หรือหมวดอุโบสถและมิให้เป็นพระอุปัชฌาย์อีกต่อไป พร้อมทั้งถูกควบคุมตัวต่อไปอีกหนึ่งปี
อธิกรณ์ระยะที่สอง (พ.ศ. ๒๔๕๔ - ๒๔๖๔)
     อธิกรณ์พระศรีวิชัยครั้งที่สองนี้มีความเข้มข้นและรุนแรงขึ้นเนื่องจากเป็นผลมาจากการต้องอธิกรณ์ครั้งแรกถึง ๓ ครั้ง แต่การต้องอธิกรณ์กลับเป็นการเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อครูบาศรีวิชัยมากยิ่งขึ้น เสียงที่เล่าลือเกี่ยวกับครูบาสรีวิชัยจึงขยายออกไป นับตั้งแต่เป็นผู้วิเศษเดินตากฝนไม่เปียกและได้รับดาบสรีกัญไชย(พระขรรค์ชัยศรี)จากพระอินทร์ ความนับถือเลื่อมใสศรัทธาใน ตัวครูบาศรีวิชัยยิ่งแพร่ขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง คำเล่าลือดังกล่าวเมื่อทราบถึงเจ้าคณะแขวงลี้และนายอำเภอแขวงลี้ ทั้งสองจึงได้เข้าแจ้งต่อพระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน โดยกล่าวหาว่า "ครูบาศรีวิชัยเกลี้ยกล่อมส้องสุมคนคฤหัสถ์นักบวชเป็นก๊กเป็นเหล่า และใช้ผีและเวทมนต์" พระครูญาณมงคลจึงออกหนังสือลงวันที่ ๑๒มกราคม ๒๔๖๒ สั่งครูบาศรีวิชัยให้ออกไปพ้นเขตจังหวัดลำพูน ภายใน ๑๕ วัน พร้อมทั้งมีหนังสือห้ามพระในจังหวัดลำพูนรับครูบาศรีวิชัยไว้ในวัด เมื่อครูบาศรีวิชัยโต้แย้งและทางการไม่สามารถเอาผิดครูบาศรีวิชัยได้ ความดังกล่าวก็เลิกราไประยะหนึ่ง แต่ต่อมา ก็มีหนังสือของเจ้าจักรคำขจรศักดิ์เจ้าผู้ครองเมืองนครลำพูน เรียกครูบาศรีวิชัยพร้อมกับลูกวัดเข้าเมืองลำพูน ครั้งนั้นพวกลูกศิษย์ได้จัดขบวนแห่ครูบาศรีวิชัยเข้าสู่เมืองอย่างใหญ่โต การณ์ดังกล่าวคงจะทำให้ทางคณะสงฆ์ผู้ปกครองลำพูนตกใจอยู่มิใช่น้อย ดังจะพบว่าเมื่อครูบาศรีวิชัยพักอยู่ที่วัดมหาวันได้คืนหนึ่ง อุปราชเทศามณฑลพายัพจึงได้สั่งย้ายครูบาศรีวิชัยขึ้นไปยังเชียงใหม่ โดยให้พักกับพระครูเจ้าคณะเมืองเชียงใหม่ที่วัดเชตวัน เสร็จแล้วจึงมอบตัวให้พระครูสุคันธศีล รองเจ้าคณะเมืองเชียงใหม่ ที่วัดป่ากล้วย (ศรีดอนไชย)
     ในระหว่างที่ครูบาศรีวิชัยถูกควบคุมอยู่ที่วัดป่ากล้วย ก็ได้มีพ่อค้าใหญ่เข้ามารับเป็นผู้อุปฐากครูบาศรีวิชัยคือหลวงอนุสารสุนทร (ซุ่นฮี้ ชัวย่งเส็ง)และพญาคำ แห่งบ้านประตูท่าแพ ตลอดจนผู้คนทั้งในเชียงใหม่และใกล้เคียงต่างก็เดินทางมานมัสการครูบาศรีวิชัยเป็นจำนวนมาก ทางฝ่ายผู้ดูแลต่างเกรงว่าเรื่องจะลุกลามไปกันใหญ่เนื่องจากแรงศรัทธาของชาวเมืองเหล่านี้ เจ้าคณะเมืองเชียงใหม่และเจ้าคณะมณฑลพายัพจึงส่งครูบาศรีวิชัยไปรับการไต่สวนพิจารณาที่กรุงเทพฯ ซึ่งผลการพิจารณาไม่พบว่าครูบาศรีวิชัยมีความผิด และให้ครูบาศรีวิชัยเลือกเป็นเจ้าอาวาสหรืออาศัยอยู่ในวัดอื่นก็ได้ เมื่อครูบาศรีวิชัยกลับจากกรุงเทพฯแล้ว ชนทุกกลุ่มของล้านนาก็ได้เพิ่มความเคารพยกย่องในตัวครูบา ดังจะเห็นได้จากความสนับสนุนในการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วไปในล้านนาซึ่งต้องใช้ทั้งเงินและแรงงานอย่างมหาศาล
อธิกรณ์ระยะที่สาม (ช่วง พ.ศ. ๒๔๗๘ - ๒๔๗๙)
     การต้องอธิกรณ์ช่วงที่สามของครูบาศรีวิชัยเกิดขึ้นในช่วงที่ได้มีการสร้างถนนขึ้นสู่พระธาตุดอย สุเทพเพราะขณะก่อสร้างทางอยู่นั้นเอง ปรากฏว่ามีพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่รวม ๑๐ แขวง ๕๐ วัด ขอลาออกจากการปกครองคณะสงฆ์ไปขึ้นอยู่ในปกครองของครูบาศรีวิชัยแทน เมื่อเห็นการที่วัดขอแยกตัวไปขึ้นกับครูบาศรีวิชัยเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนั้น ทางคณะสงฆ์จึงสั่งให้กลุ่มพระสงฆ์ในวัดที่ขอแยกตัวออกดังกล่าวเข้ามอบตัวและพระสงฆ์ที่ครูบาศรีวิชัยเคยบวชให้ก็ถูกสั่งให้สึก อธิกรณ์ครั้งที่ ๓ นี้ได้ดำเนินมาจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๗๙ ครูบาศรีวิชัยได้ให้คำรับรองต่อคณะสงฆ์ว่าจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ทุกประการ ท่านจึงได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับลำพูนเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๙ รวมเวลาที่ต้องสอบสวนและอบรมอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรเป็นเวลาถึง ๖ เดือน ๑๗ วัน
     กรณีความขัดแย้งระหว่างครูบาศรีวิชัยกับคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองได้ดำเนินมาเป็นระยะเวลาเกือบ ๓๐ ปี นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๑ เป็นต้นมา ตราบกระทั่งวาระสุดท้ายในชีวิตของครูบาศรีวิชัย แต่ในช่วงเวลานั้น ครูบาศรีวิชัยก็ยังคงดำเนินการช่วยเหลือประชาชน เป็นที่พึ่งทางใจและดำเนินการบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ตลอดจนสาธารณะประโยชน์ตามคำอาราธนาอยู่เรื่อยมา
     การปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียวัตถุทางพุทธศาสนากับการสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์
ครูบาศรีวิชัยได้ชื่อว่าเป็นผู้ถือปฏิบัติเคร่งมาตั้งแต่เป็นสามเณร ดังเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่มักน้อย ถือสันโดษ และเว้นอาหารที่มีเนื้อสัตว์เจือปน ตลอดจนงดกระทั่งหมาก เมี่ยง และบุหรี่ ทำให้คนทั่วไปเห็นว่าครูบาเป็นผู้บริสุทธิ์ที่มีลักษณะเป็น"ตนบุญ" คนทั้งปวงต่างก็ประสงค์จะทำบุญกับครูบาเพราะเชื่อว่าการถวายทานกับภิกษุผู้บริสุทธิ์เช่นนั้นจะทำให้ผู้ถวายทานได้รับอานิสงส์มาก เงินที่ประชาชนนำมาทำบุญก็นำไปใช้ในการก่อสร้างสาธารณประโยชน์และบูรณะศาสนสถานและศาสนวัตถุ งานก่อสร้างดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อปี ฉลู พ.ศ.๒๔๔๒ เดือน ๓ แรม ๑ ค่ำ ครูบาได้แจ้งข่าวสารไปยังศรัทธาทั้งหลายรวมทั้งชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ว่าจะวัดบ้านปางขึ้นใหม่ ซึ่งก็สร้างเสร็จภายในเวลาไม่นานนัก ให้ชื่อวัดใหม่นั้นว่า "วัดศรีดอยไชยทรายมูล" ซึ่งคนทั่วไปนิยมเรียกว่า "วัดบ้านปาง"
     ขั้นตอนปฏิบัติในการไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดมีว่า เมื่อครูบาได้รับนิมนต์ให้ไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดใดแล้ว ทางวัดเจ้าภาพก็จะสร้างที่พักของครูบากับศิษย์และปลูกปะรำสำหรับเป็นที่พักของผู้ที่มาทำบุญกับครูบา คืนแรกที่ครูบาไปถึงก็จะอธิษฐานจิตดูว่าการก่อสร้างครั้งนั้นจะสำเร็จหรือไม่ ซึ่งมีน้อยครั้งที่จะไม่สำเร็จเช่นการสร้างสะพานศรีวิชัยซึ่งเชื่อมระหว่าง อำเภอหางดง เชียงใหม่ กับอำเภอเมือง ลำพูน จากนั้นครูบาก็จะ "นั่งหนัก" คือเป็นประธานอยู่ประจำในงานนั้น คอยให้พรแก่ศรัทธาที่มาทำบุญโดยไม่สนใจเรื่องเงิน แต่มีคณะกรรมการช่วยกันรวบรวมเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ครูบาไป "นั่งหนัก" ที่ไหน ประชาชนจะหลั่งไหลกันไปทำบุญที่นั่นถึงวันละ ๒๐๐-๓๐๐ ราย คับคั่งจนที่นั้นกลายเป็นตลาดเป็นชุมชนขึ้น เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วก็จะมีงาน "พอยหลวง-ปอยหลวง" คืองานฉลอง บางแห่งมีงานฉลองถึงสิบห้าวัน และในช่วงเวลาดังกล่าวก็มักจะมีคนมาทำบุญกับครูบามากกว่าปกติ เมื่อเสร็จงาน"พอยหลวง-ปอยหลวง" ในที่หนึ่งแล้ว ครูบาและศิษย์ก็จะย้ายไปก่อสร้างที่อื่นตามที่มีผู้มานิมนต์ไว้ โดยที่ท่านจะไม่นำทรัพย์สินอื่นใดจากแหล่งก่อนไปด้วยเลย ช่วงที่ครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ครั้งที่สองและถูกควบคุมไว้ที่วัดศรีดอนชัย เชียงใหม่ เป็นเวลา ๓ เดือนกับ ๘ วันนั้น ผู้คนหลั่งไหลไปทำบุญกับครูบาไม่ต่ำกว่าวันละ ๒๐๐ ราย เมื่อครูบาได้ผ่านการพิจารณาอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯ ซึ่งใช้เวลาอีก ๒ เดือนกับ ๔ วันแล้วครูบาก็เดินทางกลับลำพูนเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๓ หลังจากนั้นผู้คนก็มีความศรัทธาในตัวครูบามากขึ้น ครูบาศรีวิชัยเริ่มต้นการบูรณะวัดขณะที่ท่านอายุ ๔๒ ปี โดยเริ่มจากการบูรณะพระเจดีย์บ่อนไก้แจ้ จังหวัดลำปาง ถัดจากนั้นได้บูรณะเจดีย์และวิหารวัดพระธาตุหริภุญชัย ต่อมาได้ไปบูรณะเจดีย์ดอยเกิ้ง ในเขตอำเภอฮอด เชียงใหม่ จากนั้นไปบูรณะวัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา กล่าวกันมาว่าในวันที่ท่านถึงพะเยานั้น มีประชาชนนำเงินมาบริจาคร่วมทำบุญใส่ปีบได้ถึง ๒ ปีบ หลังจากนั้นมาบูรณะวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ เป็นอาทิ รวมแล้วพบว่างานบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามของครูบาศรีวิชัยมีประมาณ ๒๐๐ แห่ง
     ในขณะที่ครูบาศรีวิชัยกำลังบูรณะวัดสวนดอกเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๔๗๕ อยู่นั้น หลวงศรีประกาศได้หารือกับครูบาศรีวิชัยว่าอยากจะนำไฟฟ้าขึ้นไปใช้บนดอยสุเทพ แต่ครูบาศรีวิชัยว่าหากทำถนนขึ้นไปจะง่ายกว่าและจะได้ไฟฟ้าในภายหลัง ทั้งนี้ทางการเคยคำนวณไว้ในช่วง พ.ศ.๒๔๖๐ ว่าหากสร้างทางขึ้นดอยสุเทพนั้นจะต้องใช้งบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ครูบาศรีวิชัยได้เริ่มสร้างทางเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๗ และเปิดให้รถยนต์แล่นได้ในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๘ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเลย ครั้นเสร็จงานสร้างถนนแล้ว ครูบาศรีวิชัยก็ถูกนำตัวไปสอบอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯอีกเป็นครั้งที่สอง และงานชิ้นสุดท้ายของท่านที่ไม่เสร็จในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็คือสะพานศรีวิชัยอนุสรณ์ ทอดข้ามน้ำแม่ปิงเชื่อมอำเภอหางดง เชียงใหม่ กับอำเภอเมืองจังหวัดลำพูน
     ในการก่อสร้างต่าง ๆ นับแต่ พ.ศ.๒๔๖๓ ถึง ๒๔๗๑ มีผู้ได้บริจาคเงินทำบุญกับท่าน ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ รูปี คิดเป็นเงินไม่น้อยกว่าสามหมื่นห้าพันบาท รวมค่าก่อสร้างชั่วชีวิตของท่านประมาณสองล้านบาท นอกจากนั้นท่านยังได้สร้างคัมภีร์ต่าง ๆ อีกไม่น้อยกว่า ๓๐๐๐ ผูก คิดค่าจารเป็นเงิน ๔,๓๒๑ รูปี(รูปีละ ๘๐ สตางค์) ทั้งนี้ แม้ครูบาศรีวิชัยจะมีงานก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และมากมาย แต่บิดามารดาคือนายควายและนางอุสาก็ยังคงอยู่ในกระท่อมอย่างเดิมสืบมาตราบจนสิ้นอายุ
     ครูบาศรีวิชัยซึ่งเป็นคนร่างเล็กผอมบางผิวขาว ไม่ใช่คนแข็งแรง แม้ท่านจะไม่ต้องทำงานประเภทใช้แรงงาน แต่การที่ต้องนั่งคอยต้อนรับและให้พรแก่ผู้มาทำบุญกับท่านนั้น ท่านจะต้อง"นั่งหนัก"อยู่ตลอดทั้งวัน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงอาพาธด้วยโรคริดสีดวงทวารซึ่งสะสมมาแต่ครั้งการตระเวนก่อสร้างบูรณะวัดในเขตล้านนา และการอาพาธได้กำเริบขณะที่สร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิง ครูบาศรีวิชัยถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๑ ที่วัดบ้านปาง ขณะมีอายุได้ ๖๐ ปี ๙ เดือน ๑๑ วัน และตั้งศพไว้ที่วัดบ้านปางเป็นเวลา ๑ ปี บางท่านก็ว่า ๓ ปี จากนั้นได้เคลื่อนศพมาตั้งไว้ที่วัดจามเทวี ลำพูน จนถึงวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๙ จึงได้รับพระราชทานเพลิงศพ เมื่องานพระราชทานเพลิงศพเสร็จสิ้นจึงได้มีการแบ่งอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ตามที่ต่าง ๆ เช่น ที่วัดจามเทวีจังหวัดลำพูน วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ วัดพระแก้วดอนเต้า จังหวัดลำปาง วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา วัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ และที่วัดบ้านปาง จังหวัดลำพูนอันเป็นวัดดั้งเดิมของท่าน เป็นต้น

วัตถุมงคลของครูบาเจ้าศรีวิชัย
     ในยุคที่ครูบาศรีวิชัยยังไม่ถึงแก่มรณภาพนั้น ผู้ที่ทำบุญกับครูบาศรีวิชัยจะได้รับความอิ่มใจที่ได้ทำบุญกับท่านเท่านั้น ส่วนการสร้างวัตถุมงคลนั้น ระยะแรก พวกลูกศิษย์ที่นับถือครูบาศรีวิชัยได้จัดทำพระเครื่องคล้ายพระรอดหรือพระคงของลำพูน โดยเมื่อครูบาปลงผมในวันโกน ก็จะเก็บเอาเส้นผมนั้นมาผสมกับมุกมีส่วนผสมกับน้ำรักกดลงในแบบพิมพ์ดินเผาแล้วแจกกันไปโดยไม่ต้องเช่าในระหว่างศิษย์ กล่าวกันว่าเพื่อป้องกันภยันตรายต่าง ๆ ซึ่งก็ลือกันว่ามีอิทธิฤทธิ์เป็นที่น่าอัศจรรย์
     ส่วนเหรียญโลหะรูปครูบาศรีวิชัยนั้น พระครูวิมลญาณประยุต (สุดใจ วิกสิตฺโต) ชาวจังหวัดอ่างทองได้ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดลำพูนสร้างขึ้นให้เช่าเพื่อนำเงินมาช่วยในการปลงศพครูบาศรีวิชัย โดยให้เช่าในราคาเหรียญละ ๕ สตางค์ ทั้งนี้ สิงฆะ วรรณสัย ยืนยันจากประสบการณ์ที่ท่านรู้จักครูบาดีและได้คลุกคลีกับเรื่องพระเครื่องมาตั้งแต่ครูบายังไม่มรณภาพนั้นระบุว่าไม่มีเหรียญรุ่นดอยสุเทพ ไม่มีเหรียญที่ครูบาศรีวิชัยสร้าง หรือวัตถุมงคลอื่นใดที่ครูบาจะสร้างขึ้น นอกจากการให้พรและความอิ่มใจในการทำบุญกับท่านเท่านั้น แต่ในระยะหลังก็พบว่ามีการสร้างวัตถุมงคลของครูบาอยู่เป็นจำนวนมาก ในรูปแบบต่างๆ โดยผู้ที่ครอบครองวัตถุมงคลเหล่านั้นมีความศรัทธาในความดีของ "ตนบุญ"เป็นสำคัญ
     (เรียบเรียงจากงานของ วิลักษณ์ ศรีป่าซาง, ประวัติครูบาศรีวิชัยร่วมกับหลวงศรีประกาศ ตอนสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ของ ส.สุภาภา ๑๐ พค.๒๕๑๘, สารประวัติครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย ของสิงฆะ วรรณสัย ศูนย์หนังสือเชียงใหม่ พฤศจิกายน ๒๕๒๒, และ ตำนานครูบาศรีวิชัยแบบพิศดารและตำนานวัดสวน-ดอก สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๒๕๓๗)

Untitled Document
ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผชาติล้วนงามตา งามล่ำค่านครพิงค์
ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่    
• เชียงใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ แผนที่เชียงใหม่ • โครงการหลวง อ่างขาง
• ประวัติเชียงใหม่ : ประวัติศาสตร์เชียงใหม่ • โครงการหลวง แกน้อย
• ข้อมูลท่องเที่ยวรอบเมืองเชียงใหม่ • โครงการหลวง ขุนแปะ
• อ.จอมทอง อ.แม่แจ่ม อ.ฮอด อ.อมก๋อย • โครงการหลวง ขุนวาง
• อ.เชียงดาว : อ.ฝาง : อ.แม่อาย • โครงการหลวง อินทนนท์
• อ.แม่ริม : อ.แม่สะเมิง : อ.เวียงแหง • โครงการหลวง ทุ่งเริง
• อ.พร้าว : อ.สันกำแพง • โครงการหลวง ทุ่งเรา
• งานประเพณี : ช้อปปิ้ง - ของฝาก • โครงการหลวง ทุ่งหลวง
• กิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ • โครงการหลวง ตีนตก
• โรงแรมเชียงใหม่ รวมเวบไซด์โรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ • โครงการหลวง ม่อนเงาะ
• ภัตตาคาร - ร้านอาหาร • โครงการหลวง แม่แฮ
• ดอยสุเทพ พระธาตุดอยสุเทพ : พระธาตุประจำปีเกิด • โครงการหลวง แม่หลอด
• พระธาตุจอมทอง : พระธาตุประจำปีเกิด • โครงการหลวง แม่แพะ
• พระตำหนักดาราภิรมย์ • โครงการหลวง แม่สาใหม่
• เวียงกุมกาม : มหานครใต้พิภพ • โครงการหลวง แม่สะป๊อก
• ประวัติครูบาศรีวิชัย : นักบุญแห่งล้านนา • โครงการหลวง แม่ทาเหนือ
• อุทยานแห่งชาติ ห้วยน้ำดัง • โครงการหลวง แม่โถ
• อุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ • โครงการหลวง หนองหอย
• อุทยานแห่งชาติ แม่ฝาง • โครงการหลวง หนองเขียว
• อุทยานแห่งชาติ แม่ตะไคร้ • โครงการหลวง ห้วยลึก
• อุทยานแห่งชาติ ออบขาน • โครงการหลวง ห้วยส้มป่อย
• อุทยานแห่งชาติ ดอยเวียงผา • โครงการหลวง ห้วยเสี้ยว
• อุทยานแห่งชาติ เชียงดาว • โครงการหลวง หมอกจ๋าม
• อุทยานแห่งชาติ แม่โถ • โครงการหลวง ปางอุ๋ง
• อุทยานแห่งชาติ ศรีล้านนา • โครงการหลวง ป่าเมี่ยง
• อุทยานแห่งชาติ ดอยสุเทพ • โครงการหลวง วัดจันทร์
• อุทยานแห่งชาติ ขุนขาน • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เชียงดาว
• อุทยานแห่งชาติ ออบหลวง • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แม่เลา-แม่แสะ
• อุทยานแห่งชาติ แม่วาง • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อมก๋อย
• วนอุทยาน น้ำตกบัวตองและน้ำพุเจ็ดสี •
Untitled Document
ทัวร์โปรโมชั่นต่างประเทศ ปี 2551 (ดูรายละเอียดทัวร์ คลิ๊กที่โปรแกรมทัวร์ครับ)
• LAO 1 : ลาวใต้ ปากเซ ปราสาทหินวัดพู น้ำตกคอนพะเพ็ง แก่งหลี่ผี น้ำตกตาดฟาน น้ำตกตาดผาส้วม อุบลราชธานี
• วันเดินทาง 22 - 26 ต.ค., 4 - 8 ธ.ค. 51 : ท่านละ 6,900.-บาท (เปิดจองแล้ว)
• วันเดินทาง 30 ธ.ค. - 3 ม.ค. 52 : ท่านละ 6,900.-บาท (เปิดจองแล้ว)
• LAO 2 : หลวงพระบาง วัดเชียงทอง พระราชวังหลวง ล่องแม่น้ำโขง ถ้ำติ่ง วังเวียง เวียงจันทน์
• วันเดินทาง 23 - 26 ตุลาคม 2551 : ท่านละ 17,900.-บาท
• วันเดินทาง 5 - 8 ธันวาคม 2551 : ท่านละ 17,900.-บาท
• LAO 4 : ทัวร์หลวงพระบาง พระราชวังหลวง วัดเชียงทอง บ้านซ่างไห ล่องแม่น้ำโขง ถ้ำติ่ง น้ำตกตาดกวางสี พระธาตุพูสี (เครื่องบิน 3 วัน 2คืน)
• ราคาโปรโมชั่น กรุ๊ปเหมา ท่านละ 13,900.-บาท 
(เครื่องบิน)
• TOT 1 : มุกดาหาร - ลาว สะหวันนะเขต – เวียตนาม เว้ ดานัง ฮอยอัน ล่องเรือ วัดเทียนมู่ (รถ 6 วัน 5 คืน) 
• วันเดินทาง 22 - 27 ตุลาคม 51 : ท่านละ 9,900.-บาท (รถบัส 2 ชั้น : เปิดจองแล้ว)
• วันเดินทาง 30 ธ.ค. - 4 มกราคม 2552 : ท่านละ 9,900.-บาท (รถบัส 2 ชั้น : เปิดจองแล้ว)
• TOT 11 : ลาว สะหวันนะเขต ท่าแขก (คำม่วน) - เวียดนาม ล่องเรือถ้ำฟองยา เว้ วัดเทียนมู่ ฮอยอัน ดานัง ช้อปปิ้ง  
• วันเดินทาง 22 - 26 ตุลาคม 2551 : ท่านละ 13,900.-บาท (เครื่องบิน : เปิดจองแล้ว)
• TOT 8 : สิบสองปันนา – ลาว หลวงน้ำทา - จีน เชียงรุ่ง กาหลั่นป้า สิบสองปันนา โชว์เมืองพาราณสี
• วันเดินทาง 22 - 26 ตุลาคม 2551 : ท่านละ 15,900.-บาท (เครื่องบิน) 
• TOT 18 : สิบสองปันนา – ลาว หลวงน้ำทา - จีน เชียงรุ่ง กาหลั่นป้า สิบสองปันนา โชว์เมืองพาราณสี
• วันเดินทาง 22 - 27 ตุลาคม 2551 : ท่านละ 12,900.-บาท (เปิดจองแล้ว)
• วันเดินทาง 4 - 9 ธันวาคม 2551 : ท่านละ 12,900.-บาท (เปิดจองแล้ว)
• วันเดินทาง 30 ธันวาคม - 4 มกราคม 2552 : ท่านละ 13,900.-บาท (เปิดจองแล้ว)
• TOT 9 : เวียดนามเหนือ ฮานอย ล่องอ่าวฮาลองเบย์ หุ่นกระบอกน้ำ สุสานโฮจิมินห์ วิหารวรรณกรรม
• วันเดินทาง 19 - 21 กันยายน 2551 : ท่านละ 11,900.-บาท
• MM 12 : พม่า ย่างกุ้ง สิเรียม เทพทันใจ หงสาวดี พระธาตุมุเตา พระธาตุอินทร์แขวน เจดีย์ชเวดากอง 
  • กรุ๊ป 8 ท่านขึ้นไป ออกเดินทางได้ทุกวัน
• KHM 1 : อลังการ นครวัด นครธม ปราสาทบันทายสรี ล่องโตนเลสาป (รถโค้ช 2 ชั้น)
• วันเดินทาง 24 - 26 ตุลาคม 2551 : ท่านละ 6,900.-บาท (เปิดจองแล้ว)
• วันเดินทาง 5 - 7 ธันวาคม 2551 : ท่านละ 6,900.-บาท (เปิดจองแล้ว)
• วันเดินทาง 31 ธันวาคม - 2 มกราคม 2552 : ท่านละ 6,900.-บาท (เปิดจองแล้ว)
ทัวร์โปรโมชั่นในประเทศ ปี 2551 (ดูรายละเอียดทัวร์ คลิ๊กที่โปรแกรมทัวร์ครับ)
• TAK 1A : อุ้มผาง ล่องแก่ง น้ำตกทีลอซู น้ำตกพาเจริญ (หน้าฝน)  
• กรุ๊ป 8 ท่านขึ้นไป รับที่รีสอร์ท ราคาท่านละ 2,400.-บาท เดินทางได้ทุกวัน
• PHD 1 : พิชิต ภูกระดึง ชม น้ำตก ทุ่งหญ้า ป่าสน ผานกแอ่น ผาหล่มสัก จ.เลย
• วันเดินทาง 22 - 25 ต.ค., 4 - 7 ธ.ค. 2551 : ท่านละ 4,200.-บาท (พักบ้าน : รถตู้)
• วันเดินทาง 30 ธ.ค. - 2 ม.ค. 2552 : ท่านละ 4,200.-บาท (พักบ้าน : รถตู้) 
• MHN 14 : เทศกาลดอกบัวตองบาน ออบหลวง สวนสนบ่อแก้ว ถ้ำแก้วโกมล แม่ฮ่องสอน กะเหรี่ยงคอยาว ปางอุ๋ง ภูโคลน ปาย ถนนคนเดิน ห้วยน้ำดัง โป่งเดือด เวียงกุมกาม พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุลำปางหลวง
• วันเดินทาง 6 - 10 พ.ย., 7 - 11 พ.ย., 13 - 17 พ.ย. 51 : ท่านละ 6,400.-บาท (รถตู้)
• วันเดินทาง 14 - 18 พ.ย., 20 - 24 พ.ย. และ 21 - 25 พ.ย. 51 : ท่านละ 6,400.-บาท (รถตู้) 
• MHN 8 : เจาะลึก วงกลมแม่ฮ่องสอน ออบหลวง ถ้ำแก้วโกมล ปางอุ๋ง บ้านรักไทย ล่องเรือแม่น้ำปาย กะเหรี่ยงคอยาว ภูโคลน ถ้ำน้ำลอด ปาย ห้วยน้ำดัง โป่งเดือด เชียงใหม่
• วันเดินทาง 4 - 8 ธันวาคม 2551 : ท่านละ 6,800.-บาท (รถบัส 2 ชั้น)
• วันเดินทาง 30 ธ.ค. - 3 ม.ค. 2552 : ท่านละ 6,800.-บาท (รถบัส 2 ชั้น) 
• NAN 4 : เจาะลึกจังหวัดน่าน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ผาชู้ เสาดินนาน้อย ดอยภูคา บ่อเกลือ งาช้างดำ วัดภูมินทร์ พระธาตุแช่แห้ง แพร่ แพะเมืองผี พระธาตุช่อแฮ
• วันเดินทาง 4 - 7 ธันวาคม 2551 : ท่านละ 5,600.-บาท (รถตู้)
• วันเดินทาง 30 ธ.ค. - 2 ม.ค. 2552 : ท่านละ 5,600.-บาท (รถตู้) 
• CHR 4 : เชียงราย ดอยตุง สวนดอกไม้ พระธาตุดอยตุง ดอยแม่สลอง สวนส้มธนาธร บ้านท่าตอน ดอยอ่างขาง โครงการหลวง วัดร่องขุ่น ภูชี้ฟ้า ดอยผาตั้ง ดอยผาหม่น น้ำตกภูซาง วัดพระนั่งดิน วัดศรีโคมคำ กว๊านพะเยา
• วันเดินทาง 4 - 8 ธันวาคม 2551 : ท่านละ 6,800.-บาท (รถบัส 2 ชั้น)
• วันเดินทาง 30 ธ.ค. - 3 ม.ค. 2552 : ท่านละ 6,800.-บาท (รถบัส 2 ชั้น) 
• PHR 9 : กล้วยไม้ป่า ภูหลวง - ทะเลหมอก ภูเรือ - พระธาตุศรีสองรัก - ภูหินร่องกล้า - เขาค้อ
• วันเดินทาง 4 - 7 ธันวาคม 2551 : ท่านละ 5,600.-บาท (รถตู้)
• วันเดินทาง 30 ธ.ค. - 2 ม.ค. 2552 : ท่านละ 5,900.-บาท (รถตู้) 
• KRB 2 : อันดามันหรรษา กระบี่ เกาะปอดะ เกาะไก่ เกาะพีพี เกาะไม้ไผ่ ทะเลตรัง เกาะกระดาน เกาะมุก ถ้ำมรกต เกาะเชือก ถ้ำเลเขากอบ สระมรกต น้ำตกร้อน
• วันเดินทาง 4 - 8 ธันวาคม 2551 : ท่านละ 6,800.-บาท (รถบัส 2 ชั้น)
• วันเดินทาง 30 ธ.ค. - 3 ม.ค. 2552 : ท่านละ 6,800.-บาท (รถบัส 2 ชั้น) 
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว : ที่พัก โรงแรม : ร้านอาหาร
• ภาคเหนือ  

: กำแพงเพชร : เชียงใหม่ : เชียงราย : ตาก : น่าน : นครสวรรค์ : พิษณุโลก : พะเยา : เพชรบูรณ์ : แพร่ : พิจิตร
: แม่ฮ่องสอน : ลำพูน : ลำปาง : สุโขทัย : อุตรดิตถ์

• ภาคอีสาน   : กาฬสินธุ์ : ขอนแก่น : ชัยภูมิ : นครราชสีมา : นครพนม : บุรีรัมย์ : มหาสารคาม : มุกดาหาร : ยโสธร : ร้อยเอ็ด
: เลย : ศรีสะเกษ : สกลนคร : สุรินทร์ : หนองคาย : หนองบัวลำภู : อุบลราชธานี : อุดรธานี : อำนาจเจริญ
 
• ภาคกลาง   : กาญจนบุรี : ฉะเชิงเทรา : ชัยนาท : นนทบุรี : นครปฐม : นครนายกประจวบคีรีขันธ์ : ปทุมธานี : ปราจีนบุรี
: เพชรบุรี : ราชบุรี : ลพบุรี : สิงห์บุรี : สุพรรณบุรี : สมุทรสาคร : สมุทรสงคราม : สมุทรปราการ : สระแก้ว : สระบุรี
: อยุธยา : อ่างทอง : อุทัยธานี
 
• ภาคใต้   : กระบี่ : ชุมพร : ตรัง : นครศรีธรรมราช : นราธิวาส : ปัตตานี : พังงา : พัทลุง : ภูเก็ต : ยะลา : ระนอง : สตูล
: สงขลา : สุราษฎร์ธานี : เกาะเต่า เกาะนางยวน
 
• ภาคตะวันออก  : ชลบุรี : ระยอง : จันทบุรี : ตราด 
• เที่ยวต่างประเทศ : ลาว : พม่า : กัมพูชา : สิบสองปันนา : เวียดนาม : อียิปต์
• แหล่งท่องเที่ยว : ภูชี้ฟ้า : ปางอุ๋ง : ดอยภูคา : ดอยอ่างขาง : ห้วยน้ำดัง : ดอยเสมอดาว : ภูกระดึง : ภูทับเบิก : ถ้ำมรกต : เกาะไม้ไผ่
: สระมรกต : น้ำตกทีลอซู : เขมร นครวัด : หลวงพระบาง : ฮานอย : อ่าวฮาลองเบย์ : สิบสองปันนา

บริษัท โอเชี่ยนสไมล์ จำกัด โทร : 02 - 949 7712, 02 - 969 3664 - 5  แฟ็กซ์ : 02 - 944 0825  ::  ::
เลขที่  23/15  ซอยนวมินทร์ 161 ถนนนวมินทร์  แขวงคลองกุ่ม  เขตบึงกุ่ม  กรุงเทพฯ  10230

เจาะลึก...ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติ...กับโอเชี่ยนสไมล์ทัวร์